นอกจากคำถามชนวนเหตุพฤติกรรมแปลกของนักร้องดัง การโต้กลับของอีกฝ่ายด้วยความรุนแรง ก็ถูกตั้งคำถาม เป็นการทำ “เกินกว่าเหตุ” หรือไม่
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ไขสงสัยกับ นายศีรวิษ สุขชัย ทนายความและนักกฎหมาย ถึงการป้องกันตัวโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68
การกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ “ใกล้จะถึง” ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย “ผู้นั้นไม่มีความผิด”

กรณีไรเดอร์ชกต่อยตอบโต้เอามีดขึ้นมาฟัน สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ เพราะการที่นักร้องดังวิ่งเข้ามาจะทำร้ายถือเป็นภยันตราย แต่หากการป้องกันนั้นคู่กรณีมือเปล่า ส่วนเราเป็นอาวุธร้ายแรง เช่น มีด หรือปืน ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการป้องกันที่ “เกินสมควรแก่เหตุ” ไว้ก่อน
พร้อมย้ำใจความสำคัญการป้องกันตัว คือ ต้องเป็นการกระทำเพื่อตอบโต้ ป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่น, เป็นภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมาย เช่น ถูกทำร้าย หรือ ปล้น, ภยันตรายนั้นต้องใกล้จะถึงตัวเรา และต้องเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ
การที่นักร้องดังล้มลงแล้ว ยังเตะเข้าบริเวณลำตัวและหัว จึงถือเป็นการป้องกันตัว “เกินสมควรแก่เหตุ” เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3374/2534 ดังนั้น การป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้

การที่ถูกฟันแล้วล้มแน่นิ่ง แต่ไรเดอร์ยังเตะเข้าบริเวณลำตัวและหัว เนื่องด้วยบริเวณหัวถือเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย อาจทำให้ถึงแก่ความตายหรือพิการได้ จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งบอกถึงเจตนาได้ว่ามีเจตนาฆ่า ย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจถึงแก่ความตาย แต่เมื่อไม่ถึงแก่ความตาย การกระทําดังกล่าวจึงเป็นความผิดเพียงฐานพยามยามฆ่าผู้อื่น เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกา 1065/2563
“ป้องกันตัว” ทำได้แค่ไหน ไม่ให้กลายเป็นผู้กระทำผิด ทนายศีรวิษ เปิดข้อควรระวัง “คู่กรณี” ที่ต้องการป้องกันตัว และ “พลเมืองดี” ที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ต้องไม่ลืมหลักการ ดังนี้
“ประเมินสถานการณ์ก่อน” ต้องเป็นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง “เท่านั้น” และควรหลีกเลี่ยงเข้าไปยุ่ง ถ้าบริเวณที่เกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจอยู่
“ใช้วิธีการเบาที่สุดก่อน” ใช้เสียงตะโกน เตือน หรือขอความช่วยเหลือ/ใช้การผลัก ดัน จับ ยึด มากกว่าการทำร้ายรุนแรง/หากต้องการใช้อาวุธ ต้องพิจารณาจากอาวุธของคู่กรณีด้วย อาวุธที่คู่กรณีใช้และอาวุธของเราต้องได้สัดส่วนกัน เช่น คู่กรณีใช้มือเปล่า เราใช้อาวุธ มีดหรือปืน ถือว่าไม่ได้สัดส่วน ดังนั้น การใช้อาวุธควรเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อหยุดการกระทำ

“หยุดกระทำทันที เมื่อภยันตรายนั้นผ่านพ้นไปแล้ว” ถ้าคู่กรณีหยุดทำร้าย หรือหลบหนีไปแล้ว ให้หยุดการใช้กำลังทันที/ถ้าคู่กรณีหมดสภาพต่อสู้ เช่น ล้มลงหมดสติ หรือ ล้มจนไม่สามารถลุกขึ้นสู้ได้ ห้ามทำร้ายซ้ำเด็ดขาด
“หาพยานและหลักฐานเตรียมไว้” ถ้ามีคนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ ควรขอช่องทางติดต่อไว้ เพื่อให้เป็นพยานช่วยยืนยันว่าเราป้องกันตัวจริงๆ และหากบริเวณที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิด ให้ดำเนินขอคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้
“ให้ประสานเจ้าหน้าที่ทันที” โทรฯ แจ้งตำรวจทันทีหลังสถานการณ์สามารถควบคุมได้ และแสดงตนเป็นผู้แจ้งเหตุ หรือแสดงตนในที่เกิดเหตุ ไม่หลบหนี เพราะการหลบหนีอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อเหตุ
ดังนั้น ย้ำว่าการป้องกันสามารถทำได้ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันไม่ชอบ แต่การป้องกันต้องได้สัดส่วนกับภยันตราย การกระทำเพื่อป้องกันจึงต้องใช้วิถีทางที่น้อยที่สุดที่จะทำให้เกิดอันตราย จึงถือเป็นการป้องกันที่ทำไปพอสมควรแก่เหตุแล้ว.

ตัวอย่างฎีกา “สมควรแก่เหตุ–เกินกว่าเหตุ”
ฎีกาที่ 3374/2534
ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับเพื่อนคนหนึ่งพากันดื่มสุราจนเมา จากนั้นไปเล่นไฮโลซึ่งจำเลยเป็นเจ้ามือ ผู้ตายยักเงินผู้อื่นจึงเกิดทะเลาะ ผู้ตายชกจำเลยก่อนถูกที่หัวไหล่ เมื่อมีผู้เข้ารัดคอผู้ตายไว้จำเลยก็เดินหนีไป แต่พอผู้ตายดิ้นหลุดได้วิ่งเข้าหาเพื่อทำร้าย จำเลยจึงใช้มีดซึ่งยาวทั้งตัวและด้ามประมาณ 1 ฟุต แทง 1 ที แล้วหนีไป
ผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่ผู้ตายอยู่ในลักษณะเมาสุรามากประกอบกับทั้งไม่มีอาวุธแทบช่วยตัวเองไม่ได้อยู่แล้วตามไปทำร้ายจำเลยก็เพียงทำไปตามประสาคนเมา มิใช่ภัยร้ายแรงแต่อย่างใด เพียงจำเลยใช้เท้าเตะหรือใช้มือผลักผู้ตายก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น การที่จำเลยใช้มีดยาว 1 ฟุต แทงอวัยวะสำคัญย่อมถือเป็นการป้องกันสิทธิของจำเลย “เกินสมควรแก่เหตุ”
ฎีกาที่ 2176/2540
การที่ผู้เสียหายเมาสุราไม่เชื่อฟังมารดาพูดจาท้าทายจำเลยและถือมีดปลายแหลม ซึ่งมีใบมีดยาวถึง 17 ซม. เดินไปตบหน้าภริยาจำเลยที่หน้าประตูห้องน้ำในขณะที่จำเลยอยู่ในห้องน้ำและอยู่ห่างกันเพียง 1 วา ไม่มีทางที่จำเลยจะหลบหนีไปทางใดได้บุคคลที่อยู่ในภาวะเช่นจำเลยต้องเห็นว่าผู้เสียหายมีเจตนาจะทำร้าย โดยใช้มีดที่ถือมาแทงจำเลยอย่างแน่นอนและอาจถึงแก่ความตายได้
จึงเป็นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จำเลยเปิดประตูห้องน้ำออกมาแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเพียง 1 นัด แล้วหลบหนี จึงเป็นการป้องกัน “พอสมควรแก่เหตุ“.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



