เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 เป็นวันที่สอง

น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 15 กระทรวงคมนาคม ว่า ขอปรับลดร้อยละ 5 ในส่วนของกรมเจ้าท่า ที่มีงบประมาณจำนวนมากถึง 4 พันกว่าล้านบาท เป็นงบลงทุน 3,200 กว่าล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงข่ายคมนาคมทางน้ำทั่วประเทศ รวมถึงท่าเทียบเรือ เช่น ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีโครงการ Smart pier ปรับปรุงก่อสร้างเพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณท่าเรือ ตนขอฝากไปยังกระทรวงคมนาคมว่าสร้างเสร็จแล้วก็ต้องเปิดใช้ทันที ออกแบบให้เหมาะสมกับงบดูแลรักษาที่มีจริง หากติดแอร์แล้วก็เปิดด้วย ไม่ใช่ปล่อยทิ้งล้างให้คนมางัดแงะขโมยของ ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตหวังว่าจะไม่เกิดซ้ำอีก

น.ส.ภัสริน กล่าวว่า โครงการท่าเรือรัฐสภาและโรงเก็บเรือ วงเงิน 150 ล้านบาท คล้ายโรงลิเก เป็นท่าเรือ 2 ฝั่ง ทั้ง สส. สว. ฝั่งละ 51 ล้าน และโรงเก็บเรือหนึ่งหลัง หลังละ 11 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายพิเศษประมาณ 28 ล้านบาท ตนเข้าใจว่าโครงการนี้ อยากจะให้กรมเจ้าท่า เป็นผู้สร้าง เพื่อรองรับการเดินทางของ สส. สว. และแขกบ้านแขกเมือง แต่เมื่อเทียบกับงบปรับปรุงท่าเรือ 13 แห่ง ที่มีประชาชนใช้ทุกวัน ท่าเรือรัฐสภาแห่งเดียวกลับมีงบประมาณก่อสร้างเกือบ 4 เท่า ที่สำคัญคือปัจจุบันรัฐสภามีโป๊ะเรือ และมีผู้ใช้บริการอยู่แล้ว เฉลี่ยวันละเกือบ 600 คน เป็นอันดับที่ 18 จาก 46 ท่าเรือ

“รัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่พิจารณางบประมาณของหน่วยงานอื่น ควรเป็นตัวอย่างในการใช้งบงบประมาณอย่างสมเหตุสมผลเน้นประโยชน์สาธารณะของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความสบายของผู้มีตำแหน่ง แต่วันนี้เราเห็นงบประมาณลงทุนที่เป็นของคนไทยทุกคนก้อนมหาศาล ทุ่มไปกับท่าเรือสุดหรูที่รัฐสภา เพียงแค่ค่าตกแต่งยอดเจดีย์ท่าเรือ ราคากลางยอดละเกือบ 10 ล้านบาท ในขณะที่ท่าเรือเกียกกายเป็นสนิม ห่วงยางชำรุด บางแห่งพื้นวัสดุลื่นหลุดออกมา ต้องก้าวย่างอย่างระวัง ความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแทบไม่มี เงินลงทุนคือเงินที่ลงไปแล้วหวังว่าจะได้อะไรกลับมา ดิฉันขอตั้งคำถามว่า เงินที่ลงกับรายละเอียดสุดหรูอย่างยอดเจดีย์ละ 10 ล้านบาท และท่าเรือติดแอร์ ที่สุดท้ายไม่เคยได้เปิดการใช้งาน จะยังสร้างต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ แล้วเราจะได้อะไรกลับมาบ้าง ผู้โดยสารทางเรือจะมีความปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่” น.ส.ภัสริน กล่าว

น.ส.ภัสริน กล่าวต่อว่า ตนเห็นด้วยกับการใช้จ่ายลงทุนในการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็น แต่การบริหารงานลงทุนต้องคุ้มค่า มุ่งเน้นที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ใช้งานได้จริง มีหน่วยงานที่กำลังมาดูแลกำกับให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น ถ้าไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ ก็ต้องช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน หรือเพิ่มความสะดวกสบายให้กับชีวิตคน จากตัวอย่างดังกล่าวงบประมาณของกรมเจ้าท่าและกระทรวงคมนาคม สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ เกิดความคุ้มค่าได้มากกว่านี้ เฉือนตัดรายละเอียดที่ฟุ่มเฟือยออกไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ยังคงสาระของโครงการไว้ได้.