ส่งผลให้ “พลพรรคเพื่อไทย” ช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่บัดนี้ อำนาจที่เคยมีอยู่ มีแนวโน้มที่จะต้องหลุดมือ

หลัง “พรรคภูมิใจไทย” ตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์  รับฟังคำตัดสินดังกล่าว เดินหน้าจัดตั้ง “รัฐบาลพลิกขั้ว” ทันที โดยมีรายงานว่า เบื้องต้นได้รวบรวมเสียงทะลุ 280 เสียง ประกอบด้วย “พรรคภูมิใจไทย” 69 เสียง พรรคประชาชน” 143 เสียง “พรรคกล้าธรรม” 25 เสียง “พรรคพลังประชารัฐ” 20 เสียง “พรรคประชาธิปัตย์” 4 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ” กลุ่มของ “สุชาติ” ชมกลิ่น 16 เสียง “พรรคเล็ก” 4 เสียง “พรรคไทยสร้างไทย” 2 เสียง และ “พรรคเป็นธรรม” 1 เสียง

รวมถึงมีข่าว “สส.พรรคเพื่อไทย” จำนวน 15 คน มาสนับสนุนยกมือโหวตให้ “อนุทิน” ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ

หลังปรากฏภาพ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” สส.กาญจนบุรี โผล่ร่วมแถลงข่าวกับ “ภูมิใจไทย” เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 ส.ค.ด้วย

นอกจากนี้ “พรรคภูมิใจไทย” ได้รับข้อเสนอของ “พรรคประชาชน” คือ ต้องยุบสภาฯภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันแถลงนโยบายของรัฐบาล, ครม.ชุดใหม่ต้องออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การแก้ไขทั้งฉบับ เว้นหมวด 1หมวด 2 โดยจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และ “พรรคประชาชน” ยืนยันไม่ร่วมรัฐบาล และทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป

“วันนี้เราทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มารวมตัวกันเพื่อที่จะแสดงความพร้อมในการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป เพื่อที่จะทำให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข และคลี่คลายโดยเร็ว ทำให้การขับเคลื่อนของประเทศไทยที่รักของเราได้ดำเนินหน้าต่อไปโดยไม่มีการหยุดชะงัก” อนุทิน กล่าว

ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ยังสู้ต่อ โดย “ภูมิธรรม” เวชยชัย รักษาการนายกฯ นัดแถลงข่าว “พรรคร่วมรัฐบาลเดิม” เพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป และยืนยันว่า เสียงสนับสนุนเพียงพอ ทั้งที่ข้อเท็จจริง “พรรคกล้าธรรม” และ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” 16 คนภายใต้กลุ่มนายทุนใหญ่ ที่เคียงคู่กับ “ทักษิณ” มาตลอด กลับย้ายไปอยู่ฝั่ง “สีน้ำเงิน” เรียบร้อยแล้ว และถือเป็นการตอกย้ำบาดแผลเก่าที่ “นายใหญ่” เจ็บปวดจากคนใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน “พรรคเพื่อไทย” พยายามประสาน “พรรคส้ม” มาสนับสนุน พร้อมทำตามเงื่อนไขของ “พรรคประชาชน” พร้อมขู่ว่า หากไปร่วมกับ “พรรคภูมิใจไทย” จะทำให้การเพิกถอนเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. ต้องล้มเลิกไป

ซึ่งหลังจากนี้ ก่อนจะถึงการเลือก “นายกฯคนใหม่” เชื่อว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีการต่อลองดึงคะแนนสียง สส.มาสนับสนุนตัวเอง เพื่อให้ได้เสียงข้างมาก ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ต้องยอมรับว่า เป็นงานยากหลังสัญญาณการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ที่ “พรรคเพื่อไทย” จะสามารถดึงเสียงมาได้ ไม่ว่าจะเป็น “พรรคกล้าธรรม” หลังที่ผ่านมาไม่พอใจ “นายกฯอิ๊งค์” เอาชื่อ “ธรรมนัส” พรหมเผ่า ไปตรวจสอบคุณสมบัติต่อศาลรัฐธรรมนูญจนไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ รวมถึง “นายใหญ่” ยังให้ความสำคัญกับ “เดชอิศม์” ขาวทอง โดยได้รับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ทั้งที่มีความขัดแย้งกับ “พรรคกล้าธรรม” เกี่ยวกับผลประโยชน์บางประการ

ขณะที่ กลุ่ม 16 ของนายทุนใหญ่ นำโดย “สุชาติ” ชมกลิ่น รักษาการ รมช.พาณิชย์ ที่ผ่านมา “พรรคเพื่อไทย” ก็ไม่ได้สนใจตำแหน่งรัฐมนตรี และที่สำคัญให้ความใส่ใจ “พีระพันธุ์” สาลีรัฐวิภาค รักษาการ รมว.พลังงาน มากกว่า

ส่วนการจะดีล “พรรคส้ม” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายของ “พรรคเพื่อไทย” เพราะที่ผ่านมาไม่เห็นความจริงใจในการแก้รัฐฐธรรมนูญ อีกทั้งยังไม่มีเสียง สว. จำนวน 1ใน 3 ในการผลักดันแก้กฎหมายสูงสุด รวมถึงจำนวนเสียง สส. “พรรคส้ม” และ “พรรคแดง” จำนวนใกล้เคียงกัน หาก “พรรคเพื่อไทย” ตั้งหลักได้แล้ว และไม่ยุบสภาฯตามสัญญา ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จากที่เคยถูกตระบัตย์สัตย์และฉีกเอ็มโอยู ในครั้งตั้งรัฐบาลปี 2566 มาแล้ว

สถานการณ์ช่างแตกต่างจากการจับมือกับ “ภูมิใจไทย” ที่จะมีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยการสนับสนุนของสว. อีกทั้งจำนวนเสียงของ “พรรคส้ม” และ “พรรคน้ำเงิน” ที่ต่างกันมาก

แต่หาก “ภูมิใจไทย” เบี้ยว ไม่แก้รัฐธรรมนูญ หรือไม่ยุบสภาฯก็อาจจะใช้กลไกสภาฯเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อถอดถอนนายกฯออกจากตำแหน่งได้ รวมถึงยังปลุกกระแส ทำให้ “อนุทิน” และ “พรรคภูมิใจไทย” หมดความชอบธรรมในสนามเลือกตั้ง หลังไม่รักษาสัญญา.