เมื่อวันที่ 4 ก.ย. โลกออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก ภายหลังจากที่สื่อกัมพูชาอย่าง “Khmer Times” ได้ออกมาย้อนรอยถึงการทำ MOU ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงในการให้ความช่วยเหลือ

7 ข้อตกลงไทย-กัมพูชา

สำหรับข้อตกลงดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นในโอกาสที่ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชาครบ 75 ปี โดยเมื่อวันที่ 23-24 เมษายน 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) และข้อตกลงต่าง ๆ ณ วิมานสันติภาพ กรุงพนมเปญ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” และขับเคลื่อนความร่วมมือในหลายมิติสำคัญ ดังนี้

1.บันทึกความตกลงว่าด้วยกรรมสิทธิ์ การใช้ และการบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท)
2.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านมลพิษข้ามแดน
3.หนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อปรับปรุงสาระสำคัญของความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกัมพูชา-ไทย
4.บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาล
5.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานและการจัดทำข้อตกลงการจ้างงาน
6.บันทึกการหารือสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อปรับปรุงถนนหมายเลข 57
7.ความตกลงว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ณ จุดผ่านแดนบ้านผักกาด จ.จันทบุรี

ชี้ “ข้อตกลงระหว่างรัฐ ไม่ใช่บุคคล”

แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองเกิดขึ้นในไทย แต่การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญกลับมองว่าข้อตกลงเหล่านี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป นาย Seun Sam นักวิเคราะห์จากราชวิทยาลัยแห่งกัมพูชา (Royal Academy of Cambodia – RAC) ให้สัมภาษณ์กับ Khmer Times อย่างชัดเจนว่า บันทึกความเข้าใจและข้อตกลงทั้ง 7 ฉบับ เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่าง “รัฐบาลกับรัฐบาล” ไม่ใช่ข้อตกลงส่วนตัวระหว่างผู้นำ

“คาดว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปของไทยจะดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านี้ต่อไป” นาย Seun Sam กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนตัวผู้นำทางการเมืองของไทยไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องของข้อตกลง เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายจะตัดสินใจแก้ไขหรือยกเลิกด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีการเรียกร้องดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตไทยเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งที่ยังคงมีอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทย ที่ยังคงรอชื่อ “นายกรัฐมนตรี” คนต่อไป..

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก khmertimeskh, eacnews