สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ว่าหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงย้ำเตือนถึงความเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังรวมถึงความจำเป็นในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่รุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้น
ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมและรายงานสภาพอากาศหลายพันล้านครั้ง ทั้งบนบกและตั้งแต่ปี 2483 ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในเดือน ส.ค. ปีนี้ สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 1.29 องศาเซลเซียส
แม้ต่ำกว่าสถิติรายเดือนเมื่อปี 2566 และ 2567 เล็กน้อย อีกทั้งดูเหมือนไม่มาก แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังทำให้สภาพภูมิอากาศไม่มั่นคง รวมถึงส่งผลให้เกิดพายุ น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ รุนแรงขึ้น และเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น
???? The August 2025 Climate Bulletin is out! The #CopernicusEU Climate Change Service (C3S) reveals key trends.
— Copernicus EU (@CopernicusEU) September 9, 2025
???? 3rd-warmest August on record
???? Global temps 0.49°C above the 1991–2020 avg
???? 1.29°C above pre-industrial levels
???? Heatwave in focus
???? https://t.co/WvSNkFiJLd pic.twitter.com/5czffNrZlo
ทั้งนี้ ภูมิภาคยุโรปตะวันตกประสบกับอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และคาบสมุทรไอบีเรีย
ขณะที่พื้นที่นอกยุโรปซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย บางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกา จีน คาบสมุทรเกาหลี ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง
ด้านมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทางตะวันตกของฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร มีอุณหภูมิสูงสุดทำลายสถิติ ส่วนภาพรวมของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ผสมปนเปกันไปในแต่ละพื้นที่ และไม่รุนแรงเท่าเมื่อปี 2567.
เครดิตภาพ : AFP



