สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ว่าหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงย้ำเตือนถึงความเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังรวมถึงความจำเป็นในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่รุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้น

ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมและรายงานสภาพอากาศหลายพันล้านครั้ง ทั้งบนบกและตั้งแต่ปี 2483 ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในเดือน ส.ค. ปีนี้ สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 1.29 องศาเซลเซียส

แม้ต่ำกว่าสถิติรายเดือนเมื่อปี 2566 และ 2567 เล็กน้อย อีกทั้งดูเหมือนไม่มาก แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังทำให้สภาพภูมิอากาศไม่มั่นคง รวมถึงส่งผลให้เกิดพายุ น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ รุนแรงขึ้น และเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น

ทั้งนี้ ภูมิภาคยุโรปตะวันตกประสบกับอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และคาบสมุทรไอบีเรีย

ขณะที่พื้นที่นอกยุโรปซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย บางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกา จีน คาบสมุทรเกาหลี ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง

ด้านมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทางตะวันตกของฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร มีอุณหภูมิสูงสุดทำลายสถิติ ส่วนภาพรวมของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ผสมปนเปกันไปในแต่ละพื้นที่ และไม่รุนแรงเท่าเมื่อปี 2567.

เครดิตภาพ : AFP