เมื่อวันที่ 12 ก.ย. จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “ดาวแปดแฉก” เผยแพร่เรื่องราวระบุ “สุดเลว!! แก๊งคอลเซ็นเตอร์โบรกเกอร์เถื่อน เพียงวันเดียวได้เงินจากการหลอกเหยื่อสูญเงิน รวม 45 ล้าน เหยื่อคนแรกอดีตอธิการบดี โดนกว่า 38 ล้าน เหยื่อคนที่สองโดน 6 ล้าน พื้นที่ สน.บางซื่อ และสน.หัวหมาก” และระบุอีกว่า “หลอกลงทุนสูญเงิน 45 ล้านบาท!! อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดัง วัย 85 ปี ตกเป็นเหยื่อโบรกเกอร์เถื่อน จะเข้าแจ้งความที่ สน.บางซื่อ “บิ๊กหวาน” อาจเดินทางมาสอบถามผู้เสียหายด้วยตนเอง”
ล่าสุด ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นอดีตอธิการบดีที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกได้นำเอกสารเข้ามาให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ โดยขอความร่วมมือจากผู้สื่อข่าวว่า ไม่ให้สัมภาษณ์ ก่อนจะขึ้นไปให้ข้อมูลที่ชั้น 2 ของโรงพัก โดยมี พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. ในฐานะรักษาราชการแทน ผบก.น.2 ได้เดินทางมาสอบปากคำผู้เสียหาย พร้อมกับ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.สนอง แสมมณี ผกก.สน.บางซื่อ
ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ในกรณีของอดีตอธิการบดีรายนี้ ถูกหลอกในลักษณะของการให้ร่วมลงทุนจากเพจ ๆ หนึ่ง และจะได้ผลตอบแทนสูง ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายเกือบ 40 ล้านบาท โดยผู้เสียหายไม่รู้ว่าถูกหลอก ซึ่งวอร์รูมของศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) ที่ได้ร่วมกับพนักงานสถาบันการเงินได้ตรวจสอบความเคลื่อนไหว แล้วพบว่ามีเส้นเงินจากบัญชีของผู้เสียหายวิ่งเข้าไปยังบัญชีอื่นอย่างผิดปกติ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดไว้ได้ทัน โดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าตัวเองถูกหลอก ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดต่อไปที่ผู้เสียหายเพื่อแจ้งให้ทราบว่ากำลังถูกมิจฉาชีพหลอกอยู่

ส่วนจำนวนเงินที่อายัดเงินไว้ได้นั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเงินส่วนใหญ่ถูกโอนไปยังบัญชีม้าก่อนที่จะมีการไปแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล และกดเป็นเงินสด
ภายหลังการซักถามข้อมูล นานเกือบ 2 ชั่วโมง พล.ต.ต.พัลลภ รอง ผบช.น. ในฐานะรักษาราชการแทน ผบก.น.2 เปิดเผยว่า ตำรวจพบว่าผู้เสียหาย ได้ไปเจอเพจให้ร่วมเทรดหุ้นเมื่อเดือนสิงหาคม โดยมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นโบรกเกอร์ให้ร่วมเทรดหุ้นก่อนที่จะถูกดึงเข้าไปในกลุ่มไลน์ โดยเทรดไปหลายครั้ง มิจฉาชีพจะสร้างพอร์ตปลอมขึ้นมาเสมือนว่าเทรดได้เงินจริง ๆ
จากนั้นก็ชักชวนให้ผู้เสียหายเข้ากลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกเป็นร้อยคนเพื่อร่วมเทรดหุ้นแบบบิ๊กลอต ซื้อในราคาถูก และได้กำไรเยอะ โดยเป็นการร่วมลงทุนหลายคน จำนวนหลาย 10 ล้านบาท ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและมีการโอนเงินไป 10 กว่าครั้ง สูญเงินทั้งสิ้น 38 ล้านบาท

โดยเมื่อวานนี้ ทางผู้เสียหายต้องการจะถอนเงิน 1.9 ล้านบาท จากธนาคารก่อนที่จะโอนเข้าสู่บัญชี 3 บัญชี ซึ่งทางธนาคารพบความผิดปกติจึงโทรศัพท์ไปเตือนเหยื่อและรีบเข้าไปหาเหยื่อจึงทำให้สามารถอายัดเงินได้ 3 ล้านบาท และจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการขยายผลเพิ่มเติมก็พบว่าเงินมีการเคลื่อนไหวไปกว่า 22 บัญชี และทางมิจฉาชีพจะใช้เป็นบัญชีบริษัทเพื่อสร้างความน่าเชี่อถือให้เหยื่อ และพบว่าไปกดเงินตามตู้ในต่างจังหวัด ส่วนสมาชิกในกลุ่มไลน์จะต้องตรวจสอบก่อนว่ามีใครเป็นหน้าม้า หรือใครเป็นผู้เสียหายบ้าง
ขณะที่ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า ทางตำรวจได้เข้าไปหาเหยื่อเมื่อวานนี้และแจ้งว่ามิจฉาชีพหลอก ซึ่งตอนแรกเหยื่อยังไม่เชื่อ ยังเข้าใจว่าตนเองเทรดหุ้นได้จริง ทางตำรวจจึงติดต่อไปทางธนาคารว่า ไม่มีบัญชีของเหยื่อที่นำไปเทรดหุ้นอยู่ ทำให้เหยื่อค่อย ๆ ยอมรับแต่ก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินคืน และยังดีที่ตำรวจเข้าไปถึงตัวเหยื่อได้ทัน ไม่อย่างนั้นเหยื่ออาจจะโอนเงินเพิ่มอีก 40 ล้านบาทให้มิจฉาชีพ
ส่วนที่มิจฉาชีพใช้บัญชีบริษัทเป็นบัญชีปลายทางในการรับโอนเพราะมีความน่าเชื่อถือและไม่ต้องสแกนหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อฟอกเงินโดยเฉพาะ
อีกด้านในท้องที่ สน.หัวหมากก็มีผู้เสียหายอีก 1 รายที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินอีก 6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการหลอกในลักษณะเดียวกัน โดยพบว่าเส้นเงินบางส่วนปลายทางไปยังธนาคารต่างประเทศ



