ความเป็น “คนไทย” อาจฟังดูธรรมดาสำหรับพวกเราคนไทย แต่สำหรับ “Stateless” หรือ “คนไร้สัญชาติ” มันคือสุดยอดปรารถนา ที่พวกเขาอยากจะได้มา

รายงานจาก UNICEF หรือ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2024 รัฐบาลไทย ยืนยันว่า มีเด็กที่จดทะเบียนว่าเป็น “คนไร้สัญชาติ” ประมาณ 169,241 คน

ขณะที่ UNHCR หรือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ รายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเดียวกัน มีผู้ที่จดทะเบียนว่าเป็น stateless ทั้งหมด รวมทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ กว่า 592,340 คน ในประเทศไทย

“พี” สุวิน (เบอร์ 8)

นี่คือปัญหาระดับนานาชาติ และเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ดังนั้น รัฐบาลไทย จึงไม่ได้นิ่งดูดาย โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2024 มีมติคณะรัฐมนตรีให้หาทาง “เร่งรัด” การให้สัญชาติไทยแก่เด็กที่เกิดในประเทศ

อย่างไรก็ดี แม้จะมีความช่วยเหลือ และพยายามเร่งรัด แต่เมื่อลงมาดูทีละเคสจริงๆ จะพบว่ายังใช้เวลาอยู่มาก และผู้ไร้สัญชาติแต่ละคน กว่าจะได้สัญชาติไทย ต้องพยายามกันเลือดตาแทบกระเด็น

และรอกันเป็น 10 ปี

กรณีหนึ่งที่โด่งดัง และน่าจะหยิบยกมาเป็นเคสตัวอย่างได้ก็คือกรณีของ “หม่อง ทองดี”

หม่อง ทองดี โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมืองในช่วงปี 2008-2009 หลังคว้ารางวัลในการแข่งขัน “เครื่องบินกระดาษพับ” จนได้สิทธิเป็นตัวแทนของไทยไปแข่งที่ญี่ปุ่น

แต่ “น้องหม่อง” ไปไม่ได้ เพราะเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้มีสัญชาติไทย จึงไม่มีพาสปอร์ตไทย ก่อนที่เรื่องนี้จะเป็นข่าวดัง และมีหลายฝ่ายช่วยกัน จนผลักดันไปแข่งขันจนได้

พ่อแม่ของ หม่อง เป็นชาวรัฐฉาน (Shan States) ประเทศพม่า แอบหนีเข้ามาอยู่ในไทยแบบผิดกฎหมาย ที่อำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ อยู่ได้ 2 ปี ก็มีหม่อง

ถ้าว่ากันตาม พระราชบัญญัติสัญชาติมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ที่ว่าบุคคลที่เกิดในประเทศไทยโดยมีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวให้ได้รับสัญชาติไทยเป็นการทั่วไป นั้น หม่อง ต้องได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ

แต่หลักเกณฑ์นี้มีการถูกยกเลิกไปชั่วคราวในปีพ.ศ. 2555 ก่อนจะอนุมัติให้ใช้อีกครั้งในปี 2560 ทำให้มีเด็กหลายคนที่ตกหล่น และไม่ได้สัญชาติไทย แม้เกิดในไทย

ตอนนั้น หม่อง ในวัย 12 ปี เดินทางไปแข่งที่ญี่ปุ่นได้ และทำผลงานได้ดี จึงโด่งดังขึ้นมา ทั้งสื่อ ทั้งรัฐบาล บอกว่าจะช่วยกันผลักดันให้ได้สัญชาติไทยกันเต็มที่

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็ค่อยๆ เงียบ จนในที่สุด “หม่อง ทองดี” ก็ถูกลืมเลือน และก็มีแค่ตัวเขาเอง ที่ต้องดิ้นรน ต่อสู้เพื่อสิทธิความเป็น “คนไทย” ของตัวเอง

หม่อง ใช้เวลาถึงมากกว่า 10 ปี จนในที่สุดก็ได้สัญชาติไทย และได้บัตรประชาชนครั้งแรก เมื่อปี 2018 หรือ พ.ศ. 2561 ตอนที่อายุ 21 ปี

ทั้งที่ตอนที่เริ่มมีชื่อเสียงนั้น หม่อง อายุแค่ 12 ปี

ในวงการอื่นๆ เช่น วงการฟุตบอล ก็มีคนไร้สัญชาติลักษณะนี้หลายคน และหนึ่งในนักเตะที่คนน่าจะรู้จักกันดีก็คือ “เจ้าพี” สุวิน หรือ “น้องพีชนคาน” จากรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว” ที่ออกอากาศ เมื่อปี 2560

หลังไปออกรายการ และแสดงความสามารถอันเอกอุ “น้องพี” มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา จากนั้น เขายังคงฝึกฝนทักษะฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง จนถือได้ว่าเป็นหนึ่งในยอดนักฟุตบอลในรุ่นตัวเองคนหนึ่ง

ในที่สุด “พีซุป” ก็ได้รับโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนใหญ่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลอย่าง “สวนกุหลาบวิทยาลัย” ตอนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนลงเล่นเป็นตัวหลักให้ทีมโรงเรียนเรื่อยมา

ตอนนี้ สุวิน อายุ 16 ปี เรียนอยู่ ม.4 กำลังช่วยทีม “ชมพู-ฟ้า” ทำศึกฟุตบอลกรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025 และพาทีมผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว

แต่ น้องพี ก็ยังไม่ได้ถือเป็นคนไทย และไม่มีแม้แต่ “นามสกุล” มีเพียงชื่อว่า “สุวิน” เท่านั้น

สุวิน มีพ่อ-แม่ เป็นคนเมียนมา แต่มาเกิดในไทย ที่โรงพยาบาลบางพลี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552

เช่นเดียวกับ “หม่อง ทองดี” นั่นคือ ถ้าหากยึดตาม พระราชบัญญัติสัญชาติมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “พี สุวิน” ก็ต้องได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ

แต่พอพระราชบัญญัติถูกยกเลิกชั่วคราว เขาจึงยังไม่ได้รับสิทธิอันชอบธรรม ที่ควรจะได้ตั้งแต่ลืมตาดูโลก

อย่างไรก็ตาม “พีซุป” (มาจาก พี ซูเปอร์จิ๋ว) ยังมีสิทธิเดินเรื่องให้ตัวเองได้สัญชาติไทยเมื่ออายุมากขึ้น และคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์

แต่กว่าจะถึงวันนั้น ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ จะเป็น 10 ปี เหมือน “หม่อง ทองดี” หรือมากกว่าก็ยังไม่มีใครบอกได้

ถ้าหากเป็นอย่างนั้น บอกเลยว่า น่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับวงการฟุตบอลไทย เพราะนี่คือหนึ่งใน “ตัวท็อป” ของประเทศในรุ่นของเขา และถ้าเติบโตไปอย่างที่ควรจะเป็น ก็มีสิทธิติดทีมชาติได้ไม่ยาก

แต่นั่นก็คือผลพลอยได้ในอนาคต ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง และ “สุวิน” ได้สูญเสียไปแล้วก็คือ “สิทธิมนุษยชน” หลายอย่างที่เขาสมควรได้รับจากการเป็นคนไทย ซึ่งไม่มีใครเรียกร้องคืนมาให้เขาได้ต่างหาก

ถ้าคุณเป็นคนไทย และได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณก็คงรู้แล้วว่าการเป็น “คนไทย” มีค่าแค่ไหน?