สองสามวันมานี้ เริ่มมีข่าวแต่ละพรรคการเมือง ทั้งเพื่อไทย ภูมิใจไทย กล้าธรรม แสดงขุมกำลังเตรียมเลือกตั้ง  “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเข้าใกล้ฤดูกาลเลือกตั้งจะมีการสลับขั้วย้ายค่ายกันบ้าง แต่รากฐานจริงของเรื่องนี้อยู่ที่ระบบการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทําให้เกิดการย้ายพรรคได้ง่าย แบบ สส.งูเห่าที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา   

ณ ตอนนี้ตนยังไม่เห็นว่าภูมิใจไทยจะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแต่อย่างใด และคงไม่ปล่อยให้สถานการณ์ไหลไปถึงจุดนั้น ถ้าถึงจุดที่เราเล็งเห็นแล้วว่ามีความเสี่ยงหรือความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือรัฐบาลทำลายกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จนเราแก้ไขไม่ได้ เราก็คงจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อล้มรัฐบาลทันที

“อยากฝากนายกฯ เรื่องการกํากับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีต่างๆ การอภิปรายในสภา เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรมีผลกระทบ พาดพิงบุคคลสาธารณะ หรือใช้เครื่องมือทางกฎหมายมาเล่นงานกัน ถ้านายกฯ มีหลักการเช่นเดียวกับพวกเรา น่าจะตักเตือนคนใต้บังคับบัญชา”

“เพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเองได้ แต่ที่สำคัญที่สุด คือการทําให้ระบบการเมืองไทยกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ มีกลไกถ่วงดุลตรวจสอบที่ดี เป็นไปตามหลักสากล จึงไม่อยากให้ใช้เกมการเมืองในการตัดสินใจยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อล้างแค้นอะไรกัน ขณะนี้ ทิศทางใหญ่ๆ ยังอยู่ในกรอบที่พรรคประชาชนโหวตเลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ ยังไม่มีอะไรที่เป็นข้อกังวล”

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้ สส. 200 ที่นั่ง และพรรคประชาชนจะได้ลดลง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ก็เป็นสิ่งที่ทุกพรรคประเมินว่าตัวเองได้เยอะ ตั้งเป้าหมายให้สูง แต่เราเชื่อมั่นว่าในการเลือกตั้งข้างหน้า เป้าหมายของเราได้ 20 ล้านเสียง อาจจะคํานวณเป็นที่นั่งไม่ได้ แต่หากสะท้อนอย่างตรงไปตรงมา ก็จะประมาณ 250 ที่นั่ง  หากดูตามนิด้าโพลก็ยอมรับและเข้าใจความรู้สึกของประชาชนว่าเรากระแสตก แต่เชื่อว่าการทําหน้าที่ของพวกเราทุกคนจนถึงวันเลือกตั้ง จะเป็นสิ่งที่ทําให้ประชาชนให้ความเชื่อมั่นของพวกเรากลับมา”

ช่วงบ่ายวันที่ 8 ต.ค. นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต รมช.มหาดไทย และแม่ทัพภาคอีสาน (อุบลราชธานี) ของพรรคเพื่อไทย ได้มาปรากฏตัวที่บริเวณด้านหน้าล็อบบี้โรงแรมพูลแมน รางน้ำ ซึ่งคาดว่ามาพบแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือถึงการย้ายเข้าสังกัดพรรคในการเลือกตั้งสมัยหน้า แต่นายเกรียงปฏิเสธ บอกว่า มาพบกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพื่อพูดคุยธุระกันเท่านั้น เพราะคบกับนายเนวิน มานานแล้ว และคุยกันอยู่เรื่อย ไม่ใช่คบกันวันนี้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงเลือกตั้ง

จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ  รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.เผ่าภูมิ สมหมาย รอง ผกก.1 บก.ป. หลังการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่า มีผู้มาติดสินบน 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ให้เร่งปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และพนันออนไลน์  

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. ให้ข้อมูลว่าวันนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมบันทึกคำให้การของนายไชยชนก เตรียมส่งให้กับ ป.ป.ช. ในวันที่ 8 ต.ค. พฤติกรรมในการกระทำความผิดมีรายงานว่า มีบุคคลพยายามที่จะเสนอเงิน 40 ล้าน ให้กับนายไชยชนก โดยผ่านผู้ชำนาญการส่วนตัวของ สส.ของพรรคภูมิใจไทยจังหวัดหนึ่งในพื้นที่ภาคกลาง และทางภาคใต้ จนกระทั่งมี สส.มาแจ้งเรื่องให้นายไชยชนกทราบ นายไชยชนกเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม

บุคคลหนึ่งที่ถูกพาดพิงว่า อาจเป็นผู้พยายามติดสินบนนายไชยชนก คือนายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ หรือ คิว ซึ่งเมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2565 เจ้าตัวเคยถูกตำรวจภูธรภาค 3 จับกุมดำเนินคดี พร้อมพวกรวม 5 คน จากการตรวจค้นจับกุมเป้าหมายหลายจุดในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ก่อนขยายผลไปติดตามยึดทรัพย์สินมาได้จากในพื้นที่กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ ยึดเงินสด 18 ล้านบาท รถยนต์หรู 9 คัน และทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท พบมีเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้านบาท ยังมีผู้ต้องหาบางส่วนหลบหนีการจับกุม และยังพบว่านายภูวศิษฐ์เป็นบุตรชายของเสี่ยตือ คอสโม่ หรือ นายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี อดีตนายทุนรายใหญ่ที่เคยลงทุนทำธุรกิจอยู่ที่กาสิโนประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย 

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องคอนเฟอเรนซ์ ฮอลล์ ชั้น 2 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ร่วมงานเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3 (The Third Rule of Law Forum ) นายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ความพร้อมของกลไกเชิงสถาบันกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ตอนหนึ่งว่า วันนี้สิ่งที่คนกลัวกันนักหนา ว่าพวกตนจะมาใช้อำนาจในการ justice for some (ให้ความยุติธรรมสำหรับบางคน) ขอให้คำยืนยันว่าไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่นี่ที่เดียว แต่ในรัฐสภาต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้าอยู่ จะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามครรลองที่มันควรจะเป็น  

“หลักนิติธรรมสำหรับผมไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือเรื่องของวัฒนธรรมแห่งความเป็นธรรม ที่จะต้องปลูกฝังให้มีอยู่ในทุกสังคม เพื่อให้เรามีระบบที่ทุกคนให้ความเชื่อมั่นและยึดถือ  ถ้าพวกผมผิดตอนเป็นฝ่ายค้านก็ต้องผิด มาเป็นรัฐบาลก็ต้องผิดต้องดำเนินคดีให้ได้ ไม่ใช่พอมาอยู่ตรงนี้ช้าลง ท่านอย่าช้า ถ้าใครทำช้า ผมเอาเรื่องหนักยิ่งกว่า เพราะผมก็ทนไม่ได้เหมือนกันกับกระบวนการยุติธรรมที่ทำเพื่อวัตถุประสงค์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”

ที่รัฐสภา  มีการประชุมวิป 3 ฝ่าย (รัฐบาล  สส.  สว.) โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาการกำหนดเวลาการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มาตรา 256 แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 วันที่ 14-15 ต.ค.นี้  ของ 3 พรรคการเมือง คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย  นายวันมูหะมัดนอร์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุม ว่า วิป 3 ฝ่ายเห็นว่าจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับรวมกัน แต่การลงมติในวาระที่ 1 จะแยกกันลงมติ และจะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 จำนวน 42 คน  ใช้เวลาในการอภิปรายทั้งหมดรวมการเสนอร่างทั้ง 3 ฉบับ 19 ชั่วโมงครึ่ง

การลงมติอาจจะใช้เวลานาน เนื่องจากเป็นการลงมติแบบขานชื่อทีละบุคคลว่าจะแต่ละคนรับ ไม่รับ หรือรับหลักการทั้ง 3 ร่าง หรือไม่รับหลักการทั้ง 3 ร่าง การพิจารณาในวันที่ 14 ต.ค.นี้ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และจะเลิกประมาณเวลา 22.00-23.30 น. ส่วนในวันที่ 15 ต.ค. คาดว่าจะสามารถเริ่มลงมติได้  ในเวลา 14.00 น.เป็นต้น

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. กล่าวว่า  สว. เราเห็นด้วยว่า รัฐธรรมนูญบางมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางการเมือง เรายินดี แต่ สว. ส่วนใหญ่  80-90%  มีความเห็นตรงกันคือไม่เห็นด้วยกับการแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2   

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ  กล่าวว่า จากที่ได้ฟัง สว. ระบุว่าไม่ติดใจในหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น หมายความว่าทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหาสาระทั้ง 3 ร่าง ยังแตกต่างกันอยู่  เชื่อว่าหากทุกฝ่ายเห็นตรงกันคงใช้เวลาในชั้น กมธ. ไม่นานนัก และคงพิจารณาแล้วเสร็จก่อนจะเปิดสมัยประชุมหน้า ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งการพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 จะพิจารณาในสมัยประชุมหน้า ส่วนไทม์ไลน์ทำประชามติ ต้องพูดคุยกันในชั้น กมธ.อีกครั้ง

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือการทำงานของ ป.ป.ช. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร โฆษก ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีกล่าวหาข้าราชการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจ ว่า ปัจจุบันมีการตั้งองค์คณะไต่สวนข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปแล้ว จำนวน 12 คน  แต่มีคำร้องเพิ่มเติมเข้ามา จึงต้องดูตัวละครเพิ่มเติมที่เราต้องไต่สวน โดยเฉพาะที่มีคำร้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง

“องค์คณะต้องไปดูว่าอดีตนายกฯ ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่  เพราะไม่ได้ถูกไต่สวนแต่เดิม  อดีตนายกฯ ไม่ได้กระทำผิดในคดีนี้โดยตรง ความรับผิดในทางอาญาจะไปถึงหรือไม่  เท่าที่ทราบ มีคำร้องตัวละครใหม่เข้ามา มี 2 ราย เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับช่วงพักรักษาตัว 120-180 วัน และอีกช่วงคือในช่วงการพักโทษหลัง 180  วัน”  

นายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการไต่สวน คดีกล่าวหา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมกันเสนอและร่วมกันลงชื่อในร่างแก้ไข ป.อาญา ม.112 ว่า ป.ป.ช. จะพิจารณาทีละราย จะไม่มีการพิจารณาแบบเหมารวม เพราะแต่ละคนที่ลงลายมือชื่อ ข้อเท็จจริงแตกต่างกัน กล่าวคือเวลาเสนอร่างกฎหมายนั้น จะมีผู้ริเริ่ม กับผู้ที่ร่วมลงลายมือชื่อเพื่อเสนอ การกระทำของแต่ละคนจึงแตกต่างกัน คาดว่าจะมีการพิจารณาคดีนี้รายคนเริ่มตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.นี้ จากนั้นคาดว่าเร็วสุดคือเสร็จภายใน พ.ย. อย่างช้าไม่น่าจะเกิด ธ.ค. 2568 ก่อนการเลือกตั้ง ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งหวังผลทางการเมือง

“ทีมข่าวการเมือง”