เมื่อเวลา 9 ต.ค. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลในการจัดการออกเสียงประชามติบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 และ MOU ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ว่า รัฐบาลพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมือง โดยผลักภาระไปให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งๆ ที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจเองได้ เพราะเป็นเรื่องนโยบายการบริหารประเทศ หากรัฐบาลเห็นว่า MOU ไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ให้กับประเทศชาติ และประชาชน รัฐบาลก็สามารถตัดสินใจยกเลิกไปได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าการเจรจาจัดทำ MOU43-44 กับกัมพูชา เป็นผลมาจากการพิจารณาร่วมกันของหน่วยราชการหลายหน่วย อาทิ กระทรวงกลาโหม, กองทัพ, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคง 

นายมาริษ กล่าวว่า ใช้เวลาในการพิจารณาร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี และผ่านการหารือกันอย่างละเอียด ถี่ถ้วนรอบคอบ กว่าจะตกผลึกออกมาเป็นความตกลงทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว และที่ผ่านมาหน่วยราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ใช้ประโยชน์จากความตกลง MOU ทั้ง 2 ฉบับ เป็นกรอบในการเจรจาเขตแดนกับกัมพูชาอย่างเต็มที่ มีความคืบหน้าในการจัดทำหลักเขตแดน การวางแนวทางเพื่อการสำรวจ และการปักปันเขตแดนร่วมกันได้อย่างดี ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้า และหากยกเลิกไปแล้ว และต้องเริ่มการเจรจาปักปันเขตแดนกับกัมพูชาขึ้นใหม่ แต่ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชาเหมือนในอดีต ที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทำได้ รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบด้วย

นายมาริษ กล่าวว่า MOU43-44 เป็นเพียงการวางกรอบการเจรจาเขตแดนให้กับคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ใช้เป็นแนวทางเท่านั้น ไม่ได้มีการตกลงเรื่องเขตแดนใดๆ ทั้งสิ้น และเมื่อเจบีซีเจรจากันตามกรอบที่ MOU43-44 กำหนด จนได้ผลอย่างใดแล้ว ก็ต้องนำผลการเจรจานั้นเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา จะเห็นได้ว่า MOU43-44 ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติสูญเสียอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนใดๆ ทั้งสิ้น

นายมาริษ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลตั้งธงที่จะยกเลิก MOU43-44 โดยอาศัยประชามติของประชาชน หลายคนมีความกังวลว่า ประชาชนอาจไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวอย่างเพียงพอ ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจ MOU43 และ 44 เมื่อประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติไม่เข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ อาจตัดสินใจด้วยอารมณ์ หรือข้อมูลไม่ครบ แตกต่างจากหน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาจัดทำ MOU43-44 ซึ่งต้องทำการศึกษาผลดี-ผลเสียของ MOU ทั้ง 2 ฉบับมาอย่างดี ดังนั้น ประชามติจึงอาจเป็นเพียง “เครื่องมือทางการเมือง” มากกว่าวิธีแก้ปัญหา ในท้ายที่สุดอาจบิดเบือนข้อมูล ไม่สามารถลดความขัดแย้งได้อย่างที่คาดหวัง ทำให้การตัดสินใจไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง 

นายมาริษ กล่าวอีกว่า ถ้าผลประชามติคือยกเลิก MOU แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับหรือไม่ให้ความร่วมมือ ไทยอาจต้องเผชิญข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งต้องแก้ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่ใช้เสียงประชาชน เพราะฐานะของ MOU ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถือเป็นสนธิสัญญา และมีพันธกรณีทางการเมือง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดโดยพลการ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ทางการทูต ดังนั้น การยกเลิกหรือแก้ไข MOU ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 มาตรา 54-56 ระบุว่า การยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศจะทำได้เมื่อคู่ภาคีเห็นชอบ