จากกรณีเพจ “มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์” โพสต์คลิปเหตุการณ์สุนัขจรจัดกัดเด็ก พร้อมยืนยันดำเนินคดีผู้เป็นพ่อไล่ตีหมา ล่าสุด ครอบครัวผู้ก่อเหตุออกมาให้ข้อมูลชัดเจน หลังเจรจากันเรียบร้อยว่าไม่ได้มีเจตนาทารุณสัตว์ และเตรียมดำเนินคดีกับเพจดังกลับ
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้ติดตามความคืบหน้ากรณี “น้องขาว” สุนัขจรจัดที่ถูกไล่ตีหลังจากกัดเด็ก โดยเพจ “มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์” ระบุว่าผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาและรับสารภาพ พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ไล่ตีเกิดหลังจากสุนัขกัดเด็ก ไม่ใช่การป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน จึงดำเนินคดีทารุณกรรมสัตว์ตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี วันที่ 13 ต.ค. นายชัญญา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตกเป็นข่าว ตนและมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ (WDT) ได้เข้ามาพูดคุยเจรจากันที่ สภ.ปากเกร็ด เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนไม่ได้ยอมรับสารภาพว่าตีสุนัข แต่ให้ข้อมูลว่าตนพยายามไล่ตีสุนัขจริง แต่ไล่ตีไม่ทัน สาเหตุมาจากลูกสาววัย 2 ขวบ ถูกสุนัขกัดได้รับบาดเจ็บ ทางมูลนิธิฯ แจ้งว่ายังไม่เห็นคลิปจากกล้องวงจรปิด และไม่ทราบเรื่องที่ลูกสาวตนถูกสุนัขกัด จึงจะถอนแจ้งความให้ และได้มีการลงบันทึกไว้ทั้งสองฝ่ายว่า ตนจะไม่ไล่ทำร้ายสุนัขตัวดังกล่าวอีก และทางมูลนิธิฯ ก็ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา
อย่างไรก็ตาม จากกระแสดราม่าในโซเชียล ครอบครัวของตนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้รับผลกระทบมาก เมื่อมีการพูดคุยจนได้ข้อยุติแล้ว ทางมูลนิธิฯ ควรดำเนินการแก้ไขเรื่องราวต่าง ๆ แต่กลับเงียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันต่อมากลับมาโพสต์ว่า จะไม่ถอนแจ้งความและยืนยันจะดำเนินคดีกับตนอีก ซึ่งตนรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ตนเห็นว่ากฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ มีไว้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรพิจารณาถึงต้นสายปลายเหตุก่อน หากสุนัขไม่มากัดลูกสาวตนก่อน ตนคงไม่พยายามไล่ตีเช่นนั้น เพราะตนก็เห็นสุนัขตัวนี้มานาน ตั้งแต่ทำงานที่เซเว่นแห่งนี้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ก็ไม่คิดว่าสุนัขตัวนี้จะมากัดลูกสาวของตน หากเป็นบุตรหลานหรือครอบครัวของท่านถูกสุนัขกัดบ้าง จะทำเช่นไร สำหรับบางความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ อยากให้พิจารณาข้อเท็จจริงก่อน และขอขอบคุณหลายความเห็นที่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อแบบตน
‘วอชด็อกไทยแลนด์’ โต้ดราม่าคลิปหมากัดเด็ก แฉพ่อเด็กกลับมาทำร้ายหมาซ้ำ…
ด้าน น.ส.อังคณา (แฟนสาว) อายุ 25 ปี กล่าวเสริมว่า ครอบครัวเสียใจที่สังคมตัดสินจากข้อมูลด้านเดียว โดยเฉพาะความเห็นที่เข้าข้างสุนัขโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงที่ลูกสาวของตนได้รับบาดเจ็บ
“ตนรู้สึกเสียใจมาก ที่สังคมในเพจมูลนิธิฯ กล่าวหาว่าตนไม่สั่งสอนลูก และวิจารณ์ว่ามีคนรับผิดชอบ/รับเงินแล้วแต่ไม่จบ ซึ่งวันแรกที่เกิดเหตุ ตนได้รับเงินจากป้าที่ให้อาหารสุนัขเป็นจำนวนเงินเพียง 1,000 บาท และยืนยันว่ายังไม่ได้รับเงินจากเซเว่นเลย ตนไม่ได้รังเกียจสุนัข แต่ตนก็รักลูกของตนเหมือนกัน”
น.ส.อังคณา กล่าวต่อว่า “ทางมูลนิธิฯ บอกกับตนว่า พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ให้ความสำคัญมากกว่าคน แล้วในเมื่อลูกตนถูกสุนัขกัด ใครเล่าจะเป็นผู้คุ้มครอง? ในภายหลัง ครอบครัวตนได้เงินจากเซเว่น จำนวน 2,800 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวก็คือค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล และค่าเสียเวลาหยุดงาน ที่ตนต้องเสียเวลาพาลูกไปหาหมอและฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด ตนอยากให้คนที่อยู่ข้างสุนัขในโซเชียลเปิดใจเห็นใจครอบครัวของตน และรับฟังเสียงสะท้อนจากตนบ้าง ไม่ใช่เห็นใจแต่สุนัขเพียงอย่างเดียว เพราะลูกสาวตนก็เป็นมนุษย์”
“ตนขอดีใจด้วยที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับครอบครัวของคุณ” น.ส.อังคณา มารดาของหนูน้อยวัย 2 ขวบเหยื่อสุนัขกัด กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ครอบครัวของนายชัญญาได้ปรึกษาทนาย เตรียมดำเนินคดีกับเพจมูลนิธิฯ เนื่องจากการโพสต์ครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความรู้สึกของครอบครัว พร้อมย้ำว่าต้องการให้เพจแก้ไขข้อความเพื่อความถูกต้อง



