กรณี พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เดินทางไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการชำระค่ารักษาผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ค้างชำระกว่า 110 ล้านบาท พร้อมประกาศเตรียมหยุดให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) สิทธิบัตรทองชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.นี้ เนื่องจากกระทบสภาพคล่องของโรงพยาบาล โดยยืนยันว่าไม่ได้ถอนตัวถาวร แต่ต้องการให้ สปสช.เร่งชี้แจงแนวทางแก้หนี้ค้างจ่ายให้ชัดเจน เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา ต่อมา วันที่ 10 ต.ค. ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการและโฆษก สปสช. ได้ออกมาชี้แจงว่า สปสช.ไม่ได้เบี้ยวหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ แต่เกิดจากปริมาณผู้ป่วยปีงบประมาณ 2568 ที่เพิ่มขึ้นเกินคาด ทำให้งบประมาณไม่เพียงพอ ขณะนี้ได้เสนอของบกลางกว่า 8,000 ล้านบาทเพื่อจ่ายงวดสุดท้ายให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ รวมถึงมงกุฎวัฒนะ โดยยืนยันว่าโรงพยาบาลทุกแห่งจะได้รับเงินแน่นอนหลังคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ
เปิดแผนรับมือ ผู้ป่วยบัตรทองเคว้งหลัง ‘หมอเหรียญทอง’ งดดูแล
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ อาคาร 1 ชั้น 8 ห้องอรุณวัฒนา พล.ต.นพ.เหรียญทอง แถลงต่อสื่อมวลชน ย้ำว่า สปสช.ต้องระบุวันจ่ายหนี้อย่างชัดเจน เพราะโรงพยาบาลได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างหนัก และมีผู้ป่วยนับหมื่นคนรอความชัดเจนจากภาครัฐ

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. นี้ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจำเป็นต้องหยุดให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทองชั่วคราว จนกว่าสำนักงาน สปสช. จะชำระหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 ถึง 2567 ให้เรียบร้อย โดยย้ำว่า “ผู้ป่วยใน” ยังคงได้รับบริการตามปกติ ทั้งผู้ต้องผ่าตัด คลอดบุตร เข้าห้องไอซียู หรือผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องฉายแสงและให้เคมีบำบัด ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลจากระบบกองทุนผู้ป่วยนอกที่มีการปรับระบบย้อนหลัง จนเกิดข้อพิพาทระหว่างโรงพยาบาลกับ สปสช.
ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ กล่าวต่อว่า การหยุดให้บริการผู้ป่วยนอกครั้งนี้อาจกระทบผู้ป่วยราว 4-5 หมื่นคน โดยส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ยากไร้และไม่ต้องการย้ายสิทธิไปโรงพยาบาลอื่น เพราะต้องเดินทางไกลและมีปัญหาการขอใบส่งตัว โรงพยาบาลจึงจัด “โครงการบัตรทองแพลตตินั่ม” ให้ผู้ป่วยสามารถรักษาได้ในราคาพิเศษเทียบเท่าโรงพยาบาลรัฐ ลดค่าใช้จ่าย 5% สำหรับผู้ที่พอจะพึ่งตนเองได้ ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้พิการ และผู้ป่วยเอดส์ (HIV) ยังคงได้รับการรักษาตามปกติ พร้อมเปิดช่องให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายเงินได้ ย้ายสิทธิไปรับบริการโรงพยาบาลอื่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และโรงพยาบาลจะจัดรถรับ-ส่งให้ถึงที่

สำหรับจำนวนผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะมีอยู่ประมาณ 47,000 คน โดยเฉลี่ยมีผู้มารับบริการวันละ 500 คน ซึ่งคาดว่าร้อยละ 80 จะยังคงใช้บริการต่อแม้ต้องจ่ายเงินเอง ส่วนอีกร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 หมื่นคนอาจต้องย้ายสิทธิไปสถานพยาบาลอื่น
พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมียอดหนี้คงค้างอยู่ราว 80 ล้านบาท โดยย้ำว่า สปสช.เป็นคู่สัญญาโดยตรง ต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้ ไม่ใช่โยนให้โรงพยาบาลไปตามหนี้จากคลินิก พร้อมระบุว่า หาก สปสช.ไม่สามารถชำระยอดทั้งหมดได้ ขอให้มีการ “ผ่อนชำระ” อย่างชัดเจน เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาให้บริการได้ตามปกติ

พร้อมกันนี้ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยังระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขณะนี้อยู่ในภาวะ “มีรอยร้าว” ซึ่งหากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม ยืนยันว่า “ยังรักในระบบ สปสช. แต่รังเกียจผู้บริหารบางคนที่ขาดความรับผิดชอบและไม่ยอมแก้ปัญหา” พร้อมเผยว่า สปสช.ของบกลาง 8,000 ล้านบาท แต่จะไม่นำมาชำระให้โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพราะมีผู้บริหารบางราย “กลั่นแกล้งส่วนตัว”
ทั้งนี้ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า เตรียมดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดผู้บริหาร สปสช. ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และฟ้องร้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย โดยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและสรุปค่าใช้จ่ายปีงบประมาณ 2567

ภายหลังการแถลงข่าว พล.ต.นพ.เหรียญทอง ลงพื้นที่แจ้งผู้ป่วยบริเวณหน่วยบริการผู้ป่วยนอกว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.นี้ โรงพยาบาลจะหยุดให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทองชั่วคราว เนื่องจาก สปสช.ยังค้างชำระหนี้ โดยมีประชาชนบางส่วนแสดงความกังวล ไม่ต้องการย้ายสิทธิไปรักษาที่อื่น เพราะโรงพยาบาลในเครือข่ายเต็ม และการเดินทางลำบาก หลายรายระบุว่าอาจต้องยอมจ่ายเงินเองพร้อมเรียกร้องให้ สปสช.เร่งชำระหนี้โดยเร็วที่สุด



