เมื่อวันที่ 22 ต.ค. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมพิจารณาคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ โดยกล่าวอ้างว่า การที่นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่า ทั้งนายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรม
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าให้มีการไต่สวนพยานบุคคล โดยศาลรัฐธรรมนูญจะกำหนดประเด็นและพยานบุคคลที่จะไต่สวนในการประชุมครั้งต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมปรึกษาหารือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 มติ 6 ต่อ 2 ให้มีการพิจารณาคดีดังกล่าวต่อ แม้ว่านายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี จะพ้นตำแหน่ง ไปตามการพ้นตำแหน่งตาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 โดยการที่ศาลรัฐธรรมนูญให้มีการพิจารณาต่อในคดีของนายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี กรณีถูกร้องว่าใช้ดีเอสไอไปแทรกแซงคดีฮั้ว สว. ก็เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51



