เปิดทางให้ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขึ้นมาแทน พร้อมกับการดึง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” กลับมานั่งเลขาธิการอีกครั้ง
สะท้อนให้เห็นภาพ “เปลี่ยนหน้า แต่ไม่เปลี่ยนมือ” เพราะแม้ “ตระกูลชินวัตร” จะถอยไปอยู่หลังฉาก แต่ทุกการขยับยังคงอยู่ในกรอบของ “นายใหญ่”ทักษิณ ชินวัตร” เหมือนเดิม
หลายคนมองว่าการเลือก “จุลพันธ์” ขึ้นมา เป็นหมากทางการเมืองที่วางมาอย่างรอบคอบ เพราะเป็นนักการเมืองรุ่นกลาง วัย 50 ปี ที่เติบโตมากับพรรคตั้งแต่ยุค“ไทยรักไทย” ผ่านทั้งช่วงรุ่งและช่วงตกต่ำ จนเข้าใจระบบภายในอย่างทะลุปรุโปร่ง
จุดแข็งของ “จุลพันธ์” อยู่ที่บุคลิกทำงานจริง ไม่สร้างศัตรู และพูดจาฉะฉานเวลาตอบสื่อ ทำให้เหมาะกับยุคที่การเมืองต้องแข่งขันกันทั้งในสภา และบนโลกออนไลน์
สิ่งที่ทำให้ได้รับการสนับสนุนมากที่สุด คือความรู้ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นจุดที่“เพื่อไทย” อยากกลับมาเน้นอีกครั้ง เพราะเศรษฐกิจคือ “จุดขายหลัก” ที่ทำให้พรรคเคยชนะเลือกตั้งในอดีต

คำพูดที่ว่า “วันนี้การยกเครื่องพรรคไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น” จึงไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่หมายถึงการ “รีแบรนด์พรรค” ให้ดูทันสมัยขึ้น พยายามลดภาพเก่าที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคของตระกูลชินวัตร”
ส่วน “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” การกลับมานั่งเลขาธิการพรรคอีกครั้ง เพื่อสร้าง “ความนิ่ง” และ “ความสามัคคี” ภายในพรรค เพราะเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่ม ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ มีประสบการณ์คุมพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสานมาก่อน จึงถูกมองว่าเหมาะกับบทบาท “คนคุมเครื่อง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรค
ภารกิจหลักของ “ประเสริฐ” ที่มีกลุ่มทุนหนุนหลัง คือ “หยุดเลือดไหล” ไม่ให้ สส.แตกตัว หรือ ย้ายพรรคในช่วงที่พรรคเปลี่ยนผู้นำ รวมทั้งรักษาดุลในฐานะตัวแทนอีสาน
พร้อมทั้งวางแผนรับมือเลือกตั้งปี 2569 ให้ราบรื่น โดยมี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้อำนวยการเลือกตั้ง แม้บางคนจะมองว่านี่เป็นตำแหน่งปลอบใจ เพราะบทบาทของ “สุริยะ” รวมถึงคู่หูการเมือง อย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ลดลงจากเดิมมาก
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรอบนี้ยังสะท้อนว่า “ทักษิณยังไม่ปล่อยมือ” เพราะทั้ง “จุลพันธ์” และ “ประเสริฐ” ต่างเป็นคนที่ “นายใหญ่” ไว้ใจ ขณะที่การตัดสินใจใหญ่ๆ ของพรรคยังคงต้องผ่าน “บ้านจันทร์ส่องหล้า” อยู่ดี
สิ่งที่หลายคนจับตามองคือ “จาตุรนต์ ฉายแสง” สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่ถูกพูดถึงว่าอาจเป็น 1 ใน 3 ชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรค แม้จะมีประสบการณ์และภาพลักษณ์นักคิด รวมถึง “สุทิน คลังแสง” สส. และแกนนำพรรคเพื่อไทย ก็มีชื่อขึ้นมา พร้อมกระแสข่าวขู่เตรียมทิ้งพรรคก็ตาม

แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ “พรรคเพื่อไทย” พยายามรักษาความสัมพันธ์กับฝ่ายอนุรักษนิยม และไม่อยากปะทะกับกลุ่มอำนาจเดิม ทำให้ “จาตุรนต์” “สุทิน” อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะในเกมอำนาจรอบนี้
อีกด้านหนึ่ง สายตาภายในพรรคยังจับตาว่า “สุริยะ” และ “สมศักดิ์” จะยอมอยู่ต่อหรือไม่ เพราะแม้จะยังมีตำแหน่งในเชิงสัญลักษณ์ แต่บทบาททางการเมืองในพรรคก็ไม่ได้รับการแชร์อำนาจเท่าที่ควร หากเกิดจุดแตกหักขึ้นมาอาจเห็นการ “ขยับออก” อย่างเช่นในอดีตที่เคยบอกว่าจะไม่ไปไหน แต่ท้ายสุดก็ออกจากพรรคพลังประชารัฐมาอยู่พรรคแดงในที่สุด
การเปลี่ยนตัวผู้นำของ “เพื่อไทย” ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นการเตรียมตัวสู่สนามเลือกตั้งใหญ่ที่อาจมาถึงเร็วกว่าที่คิด ภายใต้ภารกิจ “ฟื้นศรัทธา–ชนะเลือกตั้ง–กลับมาเป็นรัฐบาล” ที่ “จุลพันธ์” ประกาศไว้
แต่เส้นทางนี้ไม่ง่าย เพราะพรรคยังต้องเจอแรงเสียดทานจากทั้งในและนอกพรรค ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับภาพจำที่ยังตามติดว่า “เพื่อไทยคือพรรคทักษิณ” แม้จะเปลี่ยนหน้าไปกี่รอบก็ตาม การยกเครื่องครั้งนี้จึงเหมือนการเปลี่ยนเปลือกแต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง เพื่อรักษาอำนาจและฐานเสียงไว้ให้ยืนระยะต่อไป
คำถามสำคัญคือ เมื่อ “นายใหญ่” ยังอยู่ในคุก “อิ๊งค์” ยังมีคดี และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยังไม่ได้กลับบ้าน
“พรรคเพื่อไทย” ภายใต้มือ “จุลพันธ์–ประเสริฐ” จะพาเรือใหญ่ลำนี้ฝ่าคลื่นไปถึงฝั่ง หรือแค่ประคองสถานการณ์และคุ้มกัน “คนตระกูลชินวัตร” ไปพลางๆก่อน แล้วสุดท้ายกลับมาวนอยู่ในวังน้ำเดิมหรือไม่



