เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 6 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวภายหลังการกล่าวแนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ โดยมีช่วงหนึ่งกล่าวถึงการถูกโจมตีจากคนนอก ว่า “องค์กรตำรวจ” เป็นศูนย์รวมอาชญากรรมขนาดใหญ่ หมายถึง กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือไม่ โดยกล่าวว่า ตนไม่ขอตอบอะไรดีกว่า
เมื่อถามต่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาแฉรายวัน เหมือนกับเป็นการแค้นส่วนตัวภายในองค์กรตำรวจหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ตนไม่ขอเอ่ยชื่อใคร ส่วนจะแค้นหรือไม่แค้น มีอะไรที่จะพูดรายวันก็พูดไป พวกเราเป็นตำรวจมีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาทำงานดีกว่า
เมื่อถามถึง กรณีมีอดีตนายตำรวจบางคนไม่พอใจและไปยื่นหนังสือ เพราะมองว่าการออกมาแชร์ข้อมูลในลักษณะนี้เป็นการทำลายองค์กรตำรวจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกบางประโยค หรือคำพูดที่ออกมาต้องรับผิดชอบ เพราะอาจกระทบกับความรู้สึกในจิตใจของข้าราชการตำรวจที่รับราชการอยู่ หรือนอกราชการอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะแสดงความคิดเห็น หรือแสดงสิทธิตามกฎหมาย ตนมีหน้าที่จะต้องอดทน ขอก้มหน้าก้มตาทำงานดีกว่า
เมื่อถามว่า การที่องค์กรตำรวจถูกโจมตีเช่นนี้จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่ เพื่อทำให้เป็นกรณีตัวอย่าง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนขอไปพิจารณา แต่จริงๆ แล้วคิดว่าอยากให้แต่ละคนได้มีหิริโอตตัปปะ มีธรรมะของตัวเอง พวกตนเป็นตำรวจ คนที่ทำงานที่ดีก็มี เรามีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชน เสียงสะท้อนต่างๆ มีจากทั้งฝั่งสนับสนุน และจากอีกฝั่ง แต่ตนไม่ต้องการแฟนคลับ ต้องการทำงาน และไม่ต้องการมายืนแบบนี้ด้วย แต่อยากให้ตำรวจทุกนายทำงาน มุ่งมั่นแก้ไขปัญหา เรื่องสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ทำหน้าที่ป้องกัน ปราบปราม สืบสวนสอบสวน ช่วยเหลือ แต่ใครที่แอบแฝงอยู่วงการของเรา ขอให้ออกมา ตนเอาเรื่องทั้งหมด แต่ตอนนี้คนที่ทำงานจะรู้สึกอย่างไร เขาทำงานเสียสละ เป็นสโตรกจนล้ม นอนติดเตียง บางคนไปทำงานรบต่อสู้พิการขาขาด
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า คนเหล่านั้นเป็นสแกมเมอร์หรือ ตนมองว่า ไม่เป็นธรรมกับคนที่เป็นตำรวจดี ที่ผ่านมาคนไม่ดีก็ขอหลักฐานมา ตนดำเนินการตามกฎหมายได้ คนทำผิดมีความชัดเจนแล้วในหลายกรณี ทั้งให้ออกจากราชการ เอาผิดอาญา และเอาผิดทางวินัย ตนคิดว่า เรื่องนี้ขอถือความสงบในใจเป็นหลัก ยิ่งนายกฯ ได้เปิดเวทีบันทึกความเข้าใจ ตนรู้สึกดีใจอย่างมาก เพราะเวลาเราทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันปราบปราม สืบสวนสอบสวน เรามีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ต้องประสานจับมือให้แน่น ซึ่งการป้องกันที่นายกฯ ได้บอกว่าเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และต้องตรวจสอบก่อนการโอนเงินในบัญชีธนาคารออนไลน์
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังฝากไปถึงคนนอกที่เคยอยู่ในบ้านปทุมวัน ว่า นี่คือบ้านเรา นี่คือสิ่งที่เคยให้ที่พำนัก ให้ที่อยู่ให้ที่กิน ให้เงินเดือน ให้อาชีพเรา ตนเติบโตมาจากครอบครัวเล็กๆ พ่อเป็นตำรวจ ยิ่งพ่อเป็นตำรวจเราต้องเข้าใจตำรวจ เราจะพูดอะไรหรือคิดอะไร ต้องเข้าใจพื้นฐานตำรวจ เป็นสถาบันเป็นองค์กรที่ฝึกฝนเรามา ตนเติบโตมาจากครอบครัวที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเมตตากตัญญู และตนเติบโตมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร ที่สอนให้ตนมีวินัย ซื่อสัตย์ รักชาติ รักสถาบัน และมีความเป็นทหารอยู่ในตัว และตนได้ถูกฝึกอบรมจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ วินัยตำรวจวินัยทหาร อุดมคติของตำรวจ ปลูกฝังอยู่ในความคิดของตน และความคิดของตนคือประชาชน
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้อะไรกับเราจนเกษียณ เราพ้นราชการไปให้สวัสดิการเราอย่างไร เราต้องสำนึกต่อบุญคุณที่องค์กรนี้ให้มา การกล่าวหาต่อองค์กร เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและรุนแรง กระทบต่อความรู้สึก และจิตใจของตำรวจทั้งประเทศ ตำรวจท่านใดจะแสดงความคิดเห็นเช่นไรในการรับราชการอยู่ต่อ ก็ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมีการหารือกันว่าเรื่องนี้จะกระทบ และมีการดำเนินการตามกฎหมาย หรือไม่อย่างไร คงต้องหารือกันก่อน แต่ขอเรียนว่า ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ความเห็นตำหนิ เปิดเผย เรารับมาทั้งหมด และจะปรับปรุงตัวเอง เพื่อเดินหน้า ทำงานให้เกิดความสำเร็จ ในภัยคุกคามที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ ส่วนอะไรที่รุนแรงไปมันเป็นคำพูด คนพูดก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น



