ต่อมา ถึงได้เปิดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 256/1 ก่อน เพื่อเปิดทางให้มี“คณะกรรมการ”ขึ้นยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากนั้น จึงทำประชามติ 1. เห็นด้วยกับการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และ 2. เห็นด้วยกับวิธียกร่างตามที่ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภาหรือไม่
เงื่อนไขของคณะกรรมการที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มิฉะนั้นจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคที่เสนอร่างฯ ทั้ง 3 พรรค คือ “เพื่อไทย – ประชาชน – ภูมิใจไทย” ต้องออกแบบใหม่ ซึ่งในวาระแรก ที่ประชุมรัฐสภาได้รับรองรูปแบบกรรมการยกร่างฯ ของพรรคประชาชน
ในการประชุม กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ย.68 ได้ข้อสรุปเบื้องต้นเรื่องให้ใช้ “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นองค์กรเพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เท่ากับไม่มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.)” แล้ว และตัดส่วนที่พรรคประชาชนเสนอ คือ“สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ออกไป

“สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตามขั้นตอนที่พรรคประชาชนเสนอ การคัดเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ใช้การรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา จำนวน 20 คน เพื่อเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน ( สมาชิกรัฐสภา 700 คน หาร 20 จะได้ กมธ.35 คน) สภาที่ปรึกษาฯ เปลี่ยนเป็น กมธ.รับฟังความเห็นของประชาชน
“กรรมการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็มี 35 คน มาแทนสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากนี้ กมธ.จะต้องหารือรายละเอียด กำหนดที่มาของกรรมการทั้งสองชุด” ซึ่งเมื่อโมเดลเริ่มจากให้สมาชิกรัฐสภาเลือก จึงเป็นที่น่าสนใจทันที ว่า จะมีหวยล็อคให้ใครหรือไม่ ?
โจทย์เรื่อง“ที่มาของผู้ยกร่าง” ถูกแก้ไขไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว อันดับต่อมาที่ยากคือ “กระบวนการป้องกันความเสี่ยงที่ทำให้เสียงข้างมากของรัฐสภาลากไป” หรือป้องกันการครอบงำจากฝ่ายการเมือง ที่หลายฝ่ายเห็นว่าจำเป็นต้องทำ เพราะนักการเมืองพลิ้วเก่ง รัฐธรรมนูญถูกฉีกและร่างใหม่ 2 ฉบับ ก็เพื่อสกัดการใช้อำนาจ จนกลายเป็นการระแวงนักการเมือง

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. โฆษก กมธ. กล่าวว่า กมธ. กำหนดว่าภายในวันที่ 14 พ.ย. นี้จะทำเนื้อหาให้เสร็จสิ้น จากนั้น วันที่ 18-19 พ.ย.นี้ จะเชิญผู้เสนอคำแปรญัตติ ( ผู้ไม่ได้เป็น กมธ.มาเสนอความเห็น ) ให้เข้าชี้แจง เมื่อทำเสร็จแล้วจะกำหนดวันประชุมสมัยวิสามัญ ( คาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย.)
จากนั้น ก็น่าลุ้นได้คำตอบว่า 1.การแบ่งกลุ่มสมาชิกรัฐสภา 20 คน เลือกกรรมาธิการ 1 คน แบ่งอย่างไร 2. ที่มาของคนจะเป็น กมธ.ยกร่างฯ มาจากไหนบ้าง จะสนใจความหลากหลายแล้วแบ่งกลุ่มกันจนงงตาแตกแบบตอนเลือก สว.หรือไม่ ถ้าทุกขั้วการเมืองไม่เห็นตรงกันว่า “ไปกันได้” ตอนเข้าวาระสองคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องอภิปรายถึงเรื่องที่มาของคนเป็น กมธ.
หรืออาจมี “แผนสกัด”ให้กระบวนการครั้งนี้แท้งไปก่อน เช่น ยุบสภา ไปจนถึงการรณรงค์ในชั้นประชามติก็ได้ ในคำถามสองข้อ ให้จบที่ข้อแรก “ไม่เอายกร่างใหม่” ก็แทบจะตอกฝาโลงปิดทางยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เหลือแค่แก้ไขรายมาตรา อนาคตรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ก้าวแรก อยู่ที่นักการเมืองยอมรับคนมาเป็น กมธ.ยกร่างหรือไม่?
“นักการเมือง”คงฟาดฟันกันอีกหลายยกในเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมเรื่องสำคัญอย่าง “ปัญหาปากท้อง” เรื่องด่วน ที่ประชาชนทั้งประเทศรออยู่ ??.



