เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวตอนหนึ่งในงาน รณรงค์รวมพลังป้องกันฝุ่น PM2.5 “รู้ทันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงมีการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณฝุ่นที่ต้นทาง ทั้งการควบคุมการเผา การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการรองรับ ได้แก่ 1.การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2.ลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ 3.จัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข และ 4.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผ่านการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (PHEOC)
สำหรับแนวทาง “สุขภาพดี วิถีปลอดฝุ่น” โดยพัฒนาและเชื่อมโยงระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK และ 4Health การคุ้มครองสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น สนับสนุนหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนามและกลุ่มอาชีพที่ต้องอยู่กลางแจ้ง การตรวจสุขภาพกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 การขยายบริการคลินิกสู้ฝุ่นในโรงพยาบาลต่าง ๆ และการสนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” ให้กับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมถึงดำเนินการเชิงรุกในการสร้างองค์ความรู้ รณรงค์ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวิธีป้องกันผลกระทบจากฝุ่นในชีวิตประจำวัน และบูรณาการเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อลดการเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปีที่ผ่านมา มีช่วงวิกฤติตั้งแต่ 1 พ.ย.2567-31 พ.ค. 2568 ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อน สำหรับพื้นที่กทม. และปริมณฑล มีช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เดือน ธ.ค.–ก.พ. เนื่องจากสภาพอากาศและได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองที่เกิดจากการเผาในพื้นที่โล่งโดยรอบ กรมอนามัยจึงเตรียมความพร้อมป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยมอบหมายให้ทีมปฏิบัติการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ SEhRT ในทุกเขตสุขภาพออกสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน สนับสนุนให้สถานบริการสาธารณสุขลดการปล่อยมลพิษทางอากาศและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ และเตรียมยกระดับการปฏิบัติการหากสถานการณ์ฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลสุขภาพและสร้างความมั่นใจประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2568-พ.ย. 2568 พบอัตราการป่วยที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 พบโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 0.983 ต่อแสนประชากร โรคหืด อัตราป่วย 1.637 ต่อแสนประชากร โรคหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน 0.002 ต่อแสนประชากร โรคตาอักเสบ 0.389 ต่อแสนประชากร ผิวหนังอักเสบ 0.249 ต่อแสนประชากร ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า ทางกรมควบคุมโรค จะมีการแถลงเกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ในวันที่ 19 พ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุคำเตือนคนไทยเกี่ยวกับ ฝุ่น PM2.5 ปัญหาสุขภาพที่ต้องระวัง โดยระบุว่า ฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหามลพิษอากาศที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากการจราจร (ไอเสียรถยนต์) การเผาป่า การเผาเศษพืชผลทางการเกษตร โรงงานอุตสาหกรรม หมอกควันข้ามแดน ปัจจัยทางสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ภาวะความกดอากาศสูงที่ทําให้เกิดภาวะอากาศปิด นอกจากนี้ยังเกิดจากการรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) รวมทั้งสารพิษอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เช่น สารปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), อาร์เซนิก (As) หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)
ซึ่งผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มระดับความรุนแรงต่อสุขภาพร่างกายของเรา จากการสะสมของฝุ่นละอองภายในปอดเป็นระยะเวลายาวนาน โดยระดับของอาการจะรุนแรงแตกต่างกัน ดังนี้ 1.ไอ จาม และภูมิแพ้ พบได้เมื่อมีฝุ่นละอองเข้าไปสะสมในโพรงจมูกเวลาที่หายใจเข้าและออก ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองในจมูกและลำคอ มีเสมหะ ไอ จาม โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้จะมีอาการภูมิแพ้กำเริบได้ง่ายกว่าคนทั่วไป 2.โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง พบได้ในกรณีที่เป็นอาการไอต่อเนื่องนาน 3-8 สัปดาห์ขึ้นไป มีเสมหะเป็นสีขาว สีเหลือง หรือมีเลือดปน นอกจากนี้จะรู้สึกเกิดอาการเหนื่อย โดยอาจเพิ่มมากขึ้น กระทบต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
3.โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง พบได้ในกรณีที่ฝุ่นละอองเกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือดและผนังหัวใจ อาการที่พบคือ มีอาการเจ็บหน้าอก เหงื่อออก ใจสั่น เหนื่อยหรือแน่นขณะออกแรง ซึ่งอาจทำให้เป็นลม หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ 4.โรคปอดเรื้อรัง และมะเร็งปอด พบได้ในกรณีที่สูดเอาฝุ่นละออง PM 2.5 สะสมเข้าไปเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก หมดเรี่ยวแรง หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ ซึ่งอาจรุนแรงและกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่อาจลุกลามไปทั่วปอด เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดได้
โดยฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบต่อทุกคนที่พบเจอ และอาจเป็นอันตรายต่อกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มอาจเกิดโรคได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เช่น เด็กเล็ก เด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่ต้องปฏิบัติงานหรือออกกำลังกายในสถานที่กลางแจ้ง เป็นต้น
สำหรับ 3 แนวทางรับมือและป้องกันฝุ่น PM2.5 คือ 1. ตรวจสอบสภาพอากาศทุกครั้งก่อนเดินทางออกจากบ้าน ผ่านการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในแอปพลิเคชัน Air4thai และเพจ “คนรักอนามัย ใส่ใจ อากาศ PM 2.5” หรือติดตามข่าวสารตามช่องทางต่าง ๆ ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข 2.ลดการสร้างมลพิษ ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 เช่น จุดธูป เผากระดาษ ปิ้งย่างที่ทําให้เกิดควัน การเผาใบไม้ เผาขยะ เผาพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงการติดเครื่องยนต์ในบ้านเป็นเวลานาน 3. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองสูง การอยู่กลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมนอกอาคารเป็นเวลานาน ในช่วงที่ฝุ่นละออง PM2.5 มีปริมาณมากกว่า 26-37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป โดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นละอองในอากาศ.



