เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 20 พ.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โดยนายกฯ จะเป็นประธานพิธีส่งมอบโครงการเพิ่มศักยภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง เพื่อป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่ ระยะเร่งด่วน บริเวณพื้นที่สาธารณประโยชน์ริมแม่น้ำปิง (เชิงสะพานเม็งราย) อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้ นายกฯ จะเป็นประธานสักขีพยานในโอกาสผู้บัญชาการทหารสูงสุดส่งมอบโครงการฯ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ก่อนนำคณะปล่อยพันธุ์ปลา บริเวณริมแม่น้ำปิง โดยเป็นพันธุ์ปลาตะเพียนและปลาสวาย จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงใหม่ รวมทั้งหมด 100,000 ตัว นอกจากนี้ นายกฯ จะแถลงผลการดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัวและทำหลักฐานเท็จ ในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และผลปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ นายกฯ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทาง ว่า วันนี้จะเดินทางไปติดตามเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่มีการจับกุมเรื่องการแอบอ้างออกบัตรประชาชน และให้สัญชาติกับคนต่างด้าว และไปดูเรื่องของการสร้างเขื่อนกั้นน้ํา ซึ่งเป็นโครงการตั้งแต่สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีความคืบหน้าแล้ว 

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะมีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ตนเห็นว่าเขาทํากันได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการจับยาเสพติด10 กว่าล้านเม็ด ซึ่งการดําเนินการก้าวหน้าแล้วเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการปราบปรามการทุจริต ที่มีการแจ้งความดําเนินคดี และให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นไปตามที่รัฐบาลมีนโยบายไว้ 

เมื่อถามต่อว่า งานทางราชการก็เยอะ แต่ต้องเดินคู่งานทางการเมืองด้วย แบ่งกันยังไง นายกฯ กล่าวว่า เอางานราชการก่อนงานการเมือง มีคนช่วยเยอะ ก่อนหันไปหานายทรงศักดิ์​ นายศักดิ์​ดา​ และนายนภินทร.