คดีมาตรา 112 ที่อัยการสั่งอุทธรณ์สวนมติกรรมการ และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ปรับปรุงกฎระเบียบ แนวทางการส่งตังตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ การพิจารณาการพักลงโทษ และการกำหนดอาณาเขตในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำ ให้เป็นสถานที่คุมขัง ถือว่าเข้มงวดที่สุดในรอบหลายปี
ทว่าคดีหุ้นชินคอร์ปสะท้อนเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอย่างชัดแจ้ง คำวินิจฉัยนี้ไม่ใช่แค่การชี้ผิดในเชิงกฎหมาย แต่มันคือการ “ปิดประตู” ช่องว่างที่ระบอบชินวัตรเคยใช้ได้ผลมาตลอด ทันทีที่ศาลฎีกาตัดสินให้กรมสรรพากรเดินหน้าบังคับคดีมูลค่ากว่า 17,000 ล้านบาท ความหวังที่จะปิดคดีในชั้นศาลอย่างเบาบางแทบสลายไปหมด เหมือนจิ๊กซอว์ขยับพร้อมกันลงล็อกกันพอดี จนหลายคนตั้งคำถามว่า นี่คือ “จุดจบของระบอบชินวัตรหรือไม่?“
หากพิจารณาภาพรวมเวลานี้ หลายคนอาจตั้งถามว่า กฎหมายดูจะเข้มพิเศษกับทักษิณ คำตอบคงอยู่ที่ภาพใหญ่ของระบบยุติธรรมไทยที่กำลังขยับทิศทาง เพื่อปิดช่องว่างของผู้มีอำนาจ แต่หลายฝ่ายก็อดสงสัยไม่ได้ว่ากฎหมายเข้มงวดกับบางคนหรือไม่ หรือแค่เป็นการรุมใครคนใดคนหนึ่ง หรือแค่ต้องการ “รีเซ็ตมาตรฐาน” ของระบบทั้งระบบ เพื่อกู้ความเชื่อมั่นของสังคมที่สั่นคลอนมานาน เสริมด้วยแรงกดดันหนักขึ้นไปอีก ในการยกเครื่องระเบียบพักโทษและคุมขังนอกเรือนจำที่เข้มงวดของกระทรวงยุติธรรมปิดทางลัดที่ผู้ต้องขังระดับ VIP

ภาพรวมทั้งหมดนำไปสู่ข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ว่า“ทักษิณ ชินวัตร”กลับมา “ยืนบนเส้นด้าย” อีกครั้ง จากเดิมไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว แต่สถานะในปัจจุบันอยู่ในฐานะนักโทษเต็มขั้น หลังจากถูกศาลสั่งให้บังคับโทษตามคำพิพากษา ให้จำคุก 1 ปี โดยเวลานี้เขาถูกจำคุกในเรือนจำคลองเปรม แม้ว่าจะอยู่ในแดนผู้สูงอายุ และแดนพยาบาล เข้าข่ายเกณฑ์ที่ผู้ต้องขังมีอายุเกิน 65 ปีแล้ว แต่ไม่เป็นผลกับการ “พักโทษ” เพราะยังมีคดีอื่นคาอยู่อีก
สำทับกับ “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม ที่ออกมาระบุว่า การขอพักโทษ นายทักษิณ ตามเงื่อนไขเวลาต้องรับโทษ 1 ใน 3 ก่อน แต่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งรายละเอียดการขอพักโทษนอกเรือนจำตรงนี้เป็นไประเบียบ และตนเองไม่ทราบว่านายทักษิณ ยังมีคดีอื่นๆอีกหรือไม่ โดยในเดือนธ.ค.มีโอกาสพิเศษ เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ ต้องทำเรื่องเสนอขึ้นมาที่กระทรวงยุติธรรม
แน่นอนว่าการที่อดีตนายกฯต้องติดคุก ส่งผลเชิงลบกับคะแนนนิยมของ “เพื่อไทย”ลดลง แรงเสียดทานพุ่งขึ้น และสังคมเริ่มตั้งมาตรฐานใหม่ต่อผู้มีอำนาจ ภาพรวมทั้งหมดกำลังบอกชัดว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า “ทักษิณแตะต้องไม่ได้” อาจไม่เหลืออยู่แล้ว
ปีนี้อาจถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ระบอบชินวัตรเสื่อมสลายลงอย่างเป็นระบบ เมื่อกฎหมายเริ่มเดินต่ออย่างไม่หวั่นไหวต่อแรงการเมือง พูดได้อาจเป็นการปิดฉากระบอบชินวัตรทั้งระบบเลยก็ว่าได้.



