สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แถลงสุนทรพจน์ที่เป็นการถ่ายทอดสดจากทำเนียบขาว เนื่องในวาระครบรอบหนึ่งปีของการกลับมาดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง


ผู้นำสหรัฐ วัย 79 ปี เน้นย้ำถึงความสำเร็จในการแก้ไขปัญหามากมายที่ได้รับสืบทอดมาจากรัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และพรรคเดโมแครต โดยกล่าวว่า รัฐบาลชุดก่อนคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศพุ่งสูงขึ้น


ทรัมป์ยืนยันว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคที่สร้างความกังวลให้กับประชาชน “กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และจะลดลงมากกว่านี้อีก” ท่ามกลางความกังวลของบรรดาแกนนำพรรครีพับลิกัน ว่าเรื่องนี้อาจทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม ในเดือน พ.ย.ปีหน้า


อย่างไรก็ดี ทรัมป์คาดการณ์ว่า ในปี 2569 ซึ่งสหรัฐจะเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก กับแคนาดาและเม็กซิโก สหรัฐจะเข้าสู่ยุคการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด


ขณะเดียวกัน ทรัมป์ประกาศมาตรการ “เงินปันผลนักรบ” ซึ่งจะเป็นการมอบเงินโบนัสพิเศษ 1,776 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 55,900.49 บาท) ให้แก่บุคลากรทางการทหารจำนวน 1.45 ล้านนาย เพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลคริสต์มาส โดยระบุว่าที่มาของเงินงบประมาณดังกล่าวมาจากรายได้ภาษีศุลกากร และตัวเลข 1,776 เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐ คือ ค.ศ.1776


ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลสำรวจของ พีบีเอส นิวส์/เอ็นพีอาร์/มาริสต์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ ระบุว่า ทรัมป์ได้รับคะแนนนิยมต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ในด้านการบริหารเศรษฐกิจ โดยชาวอเมริกัน 57% ไม่พอใจนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ส่วนผลสำรวจของยูกอฟ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ปรากฏว่า 52% ของชาวอเมริกันมองว่า เศรษฐกิจภายใต้การนำของทรัมป์กำลังแย่ลง


นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผชิญเสียงวิจารณ์ด้วย ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องยูเครนและฉนวนกาซา รวมถึงความตึงเครียดกับเวเนซุเอลา มากกว่าการแก้ปัญหาภายในประเทศ.

เครดิตภาพ : AFP