เมื่อเวลา 14.00 น. ที่บ้านเลขที่ 333 ราชวิถี มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนา นัดพิเศษ เพื่อหารือถึงทิศทางการทำงานของพรรคหลังจากที่มีการยุบสภา เมื่อ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา และ กกต. เตรียมเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69  

สำหรับบรรยากาศพบว่ามีแกนนำพรรค อาทิ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรค นายอรัญ พันธุมจินดา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา อดีต สส.ปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา นางเยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรค เข้าร่วมประชุม

โดยก่อนการประชุม นายสุวัจน์ กล่าวกับที่ประชุมว่า เป็นการนัดประชุมด่วนของกรรมการบริหารพรรค เพื่อหาแนวทางในการทำงานของพรรค ว่าจะไปในทิศทางไหน หลังจากยุบสภาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที  

จากนั้นนายสุวัจน์ แถลงผลประชุมว่า ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน พรรคควรตัดสินใจอย่างไร ผลดี ผลเสียและโอกาสที่จะกลับมาทำงาน สส. เพื่อทำงานให้ประเทศ ซึ่งมีข้อสรุปว่า 1.ขณะนี้สถานการณ์การเมืองเข้มข้น ที่ผ่านมาตนอยู่กับการเมืองมาตั้งแต่ปี 2531 ผ่านการเลือกตั้งหลายครั้ง ทุกครั้งเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ แต่รอบนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ดังนั้นประเมินว่าการต่อสู้รอบนี้จะดุเดือด เข้มข้น จะเห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองสูงมีการย้ายพรรค สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงว่า เป็นการเลือกตั้งแบบการเมือง 3 ขั้ว เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ ทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เสียเปรียบอยู่แล้ว

นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า 2.ในระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบ ไม่ได้ทำให้ สส.บัญชีรายชื่อ 3.เป็นการยุบสภาแบบกะทันหัน ทำให้กระบวนการเตรียมความพร้อมไพรมารีโหวตเป็นไปแบบมีขีดเวลาจำกัด และ 4.สถานการณ์ปัจจัยภายนอกประเทศ

“การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการเมืองเข้มแข็งเพียงพอ สร้างความเชื่อมั่นที่ดีต่อระบบการเมือง ดังนั้นคำนึงถึงด้วยว่า จากนี้ไปต้องทำให้การเมืองเข้มแข็ง มีคุณภาพ ระบบพรรคใหญ่เข้มแข็ง จากเหตุผล พรรคชาติพัฒนาจะไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง เทอมนี้ขอบายก่อน แต่พรรคยังอยู่ ส่วนอดีต สส. และแกนนำพรรคนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจที่จะตัดสินใจ” นายสุวัจน์ กล่าว

“ผมยังป็นประธานพรรค และช่วยการเมืองท้องถิ่นที่ จ.นครราชสีมา และจะอยู่กับพรรคตามที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา สั่งไว้ และพร้อมจะดูแลน้องๆ” นายสุวัจน์ กล่าว

เมื่อถามถึง กระแสของการตัดสินใจที่จะทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย นายสุวัจน์ กล่าวว่า ไม่เป็นมติพรรค แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนที่ตัดสินใจ เช่น นายประสาท ตันประเสริฐ อดีต สส.นครสวรรค์ ได้ตัดสินใจไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย 

เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง จะปูทางคุยกับพรรคใดให้หรือไม่ เพราะขณะนี้หลายพรรคโควตาใกล้เต็มแล้ว นายสุวัจน์ กล่าวว่า เชื่อว่าคนของตนมีคุณภาพ และทำพื้นที่มาตลอด ทั้งใน จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี ดังนั้นตนมั่นใจในความรู้ความสามารถ และได้รับการยอมรับต่อ ในการทำงานในพื้นที่ให้กับประชาชน มั่นใจว่าการตัดสินใจไป อยู่ในจุดที่ได้กลับมาเป็นผู้แทนได้ เป็นสินค้าคุณภาพ เชื่อว่าตัดสินใจได้

เมื่อถามว่าประเมินว่า ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย มองว่าพรรคไหนภาษีดีกว่ากัน นายสุวัจน์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคใหญ่ 3 พรรค จะหายใจรดต้นคอ ดังนั้นคงสูสีกันหมด ทั้งนี้ตนประเมินว่าทั้ง 3 พรรค อยู่ในระดับร้อย 

“เป็นการเมืองที่ต่อสู้รุนแรง 3 ขั้ว ทุกคนต้องแย่งชัยชนะเป็นรัฐบาล วันนี้ต้องอยู่ในระดับ 100 เสียง และการจัดรัฐบาลเสถียรภาพและหน้าตาจะอยู่ในการบริหารจัดการของ 3 พรรคใหญ่ เป็นคนกุมชะตาตั้งรัฐบาลเพื่อสร้างเสถียรภาพและแก้ปัญหาให้ประชาชน อยู่ในมือ 3 พรรคใหญ่” นายสุวัจน์ กล่าว

เมื่อถามว่าประเมินว่าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายสุวัจน์ กล่าวว่า จะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเรื่องหนึ่ง แต่ต้องเป็น สส. กลับมาให้ได้ ตนเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของน้องๆ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ตัดสินใจให้เป็น สส. แต่การเป็นรัฐบาลหรือค้าน เป็นจังหวะการเมืองที่ควบคุมไม่ได้ 

ขณะที่ นายเทวัญ กล่าวว่า สำหรับทิศทางของอดีต สส. ของพรรค และสมาชิกพรรคจะไปสังกัดที่ไหนนั้น ขอหารืออีกครั้ง ดังนั้นหากจะไปพรรคไหน ต้องไปเป็นกลุ่มก้อน อย่างไรก็ดี ในส่วนของตนนั้นแม้ไม่ได้เป็น สส. แต่ยังทำงานในพื้นที่มาหลายปี และทุกคนพร้อมจะลงสมัคร 

ทางด้านนายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปสังกัดพรรคใด แม้ว่าจะมีข่าวว่าพรรคกล้าธรรมจะติดต่อมา แต่ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะคิดว่าเมื่อยามตนลำบาก พรรคชาติพัฒนาให้โอกาสตน ดังนั้นเมื่อพรรคไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง การย้ายไปสังกัดพรรคใด ต้องรอหารือและพร้อมไปด้วยกัน.