ถ้ารอดูฉากจบของการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา น่าได้บทสรุปอีกไม่นาน หลังกองทัพไทยยึดคืนพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ได้เกือบทั้งหมดแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “กองทัพภาคที่ 2” กองกำลังสุรนารี สามารถบุกยึดคืนพื้นที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทหารไทยได้เชิญธงชาติไทยขึ้นปักเหนือยอดเนิน 350 เพื่อประกาศเขตอธิปไตยและแสดงถึงความสำเร็จ ในการเปิดปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่กลับสู่มาตุภูมิ
นอกจากนี้ “พล.อ.ดิเรก บงการ” หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ “นายหลิว จงอี้” ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Public Security – MPS) พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โดยฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทย เพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิด ที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง
นอกจากนี้ ทางจีนได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ ก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายไทย หลังจากที่ไทยยึดอาวุธทันสมัยของจีนตามฐานรบของกัมพูชาว่า จีนให้การสนับสนุนกองทัพกัมพูชาหรือไม่ ซึ่งทางจีนได้ออกมาปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว
ขณะที่สื่อต่างประเทศระบุว่า ประเทศไทย ไม่ใช้สงครามเพื่อคะแนนนิยม และไม่ได้ปฏิบัติการโดยลำพัง แต่ยืนอยู่ในแนวเดียวกับความพยายามของประชาคมโลกในการรื้อถอนโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเหตุใดอาคารกาสิโนจึงเป็นเป้าหมาย เนื่องด้วยอาคารกาสิโนและสิ่งปลูกสร้างบางแห่ง ถูกใช้โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร เป็นศูนย์บัญชาการยุทธการและเป็นจุดควบคุมและสนับสนุนการโจมตีไทย การทำลายเป้าหมายเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องชีวิตทหารแนวหน้า และคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่
ดังนั้น การสู้รบกันครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่อง “ไทยรุกรานเพื่อนบ้าน” แต่คือการปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์จากผู้รุกราน และการยืนหยัดต่อสู้กับ Scam Army ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลก เพื่อขจัดศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติ ที่บ่อนทำลายความมั่นคงและความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก รวมถึงการเชื่อมโยงถึงอาชญากรรมการค้ามนุษย์ในธุรกิจสีดำมืดนี้อีกด้วย
ต้องยอมรับ การทำงานของกองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นไปอย่างมีเอกภาพ ไม่มีข่าวฝ่ายการเมือง สั่งให้ทหารหยุดปฏิบัติการ เหมือนการปะทะในรอบแรก คำถามบทสรุปของสงครามไทย-กัมพูชา จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ละพรรคก็ต่างแสดงถึงความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดย “นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. และแคนดิเดตนายกฯ ได้ลงพื้นที่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. โดยเลือกไป จ.พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี
“นายยศชนัน” ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี เป็นพื้นที่แรก โดยนายยศชนัน กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ลงพื้นที่ เนื่องจากเรามีความชัดเจนเรื่องผู้สมัครครบถ้วน ซึ่งพรรค พท.ได้คัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพ เชื่อว่า จะสามารถชนะใจประชาชนได้ เมื่อถามต่อว่า ในพื้นที่บ้านใหญ่ จ.สุพรรณบุรี ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรค พท.จะปักธงได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า พท.ก้าวข้ามเรื่องนั้นไปแล้ว สิ่งที่เราพยายามทำ คือการทำนโยบายเพื่อประชาชน คัดสรรผู้สมัคร สส. ที่มีความสามารถในการนำนโยบายไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง เชื่อว่า จะสามารถชนะใจประชาชนได้
ที่น่าสนใจคือ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,232 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 ธ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 24.55 รองลงมา คือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.62 ภูมิใจไทย ร้อยละ 17.74 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 23.48 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.53 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.04 ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกฯ คนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 23.97 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.95 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.25
จะพบว่าคะแนนนิยมของ “นายยศชนัน” พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ถึงร้อยละ 21.95 เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ผลสำรวจดังกล่าวจะแปรเปลี่ยนเป็นผลคะแนนหรือไม่

แต่ที่กลายเป็นปมร้อนแทรกขึ้นมา คือ “นายจาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท. โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พท. หลังเพิ่งได้รับการแต่งตั้งได้เพียงเดือนเดียว ให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า การทำหน้าที่นี้มาระยะหนึ่ง พบว่าแกนนำของพรรคได้ร่วมกันวางยุทธศาสตร์ของพรรค และยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งคืบหน้าไปมากแล้ว เมื่อการยุบสภาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน การที่จะกำหนดกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวขึ้นใหม่ก็ดี หรือการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข สิ่งเหล่านั้นก็ดีในระยะกระชั้นชิดเช่นนี้ ย่อมจะทำได้ยาก การมอบให้มาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ จึงเปรียบเสมือนเป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก อาจจะไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่พรรคได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
นอกจากนี้ การจัดให้มีการลงประชามติ โดยมีคำถามว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งคงจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง การจัดทำประชามติในครั้งนี้จะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ เป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญอย่างมากต่อการแก้ไข รธน. การทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้มีส่วนร่วมในการผลักดัน และดำเนินการให้มีการแก้ไข รธน. เพื่อให้มีการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่มาโดยตลอด
จึงเห็นว่ามีความจำเป็นในการมีส่วนร่วมชี้แจง และรณรงค์ให้การจัดทำประชามตินี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของพรรค นอกจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะทำให้มีเวลาในการทำงานให้กับพรรคน้อยลง ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นี้เป็นต้นไป
คำถามคือ เหตุผลนายจาตุรนต์ ฟังขึ้นหรือไม่ ทั้งก่อนรับตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ฯ น่าจะรับรู้วัตถุประสงค์ในการทำงาน แม้กระทั่งข้ออ้างในการไปรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบในการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ทั้งการช่วยพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง น่าจะมีความจำเป็นในลำดับแรกด้วยซ้ำ หรือเป็นเพราะไม่มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. หรืออาจขอลาออกจากสมาชิกพรรค พท. ไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น เพราะที่ผ่านมาพรรคไม่ได้มอบหมายให้เข้าไปมีบทบาทสำคัญอะไร เวลา พท.เข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร หรืออดีตพรรคแกนนำรัฐบาลจะเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นอีก เพราะแคนดิเดตนายกฯ ที่กำหนดให้ “นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นมือวางอันดับ 1 ก็ยังหนีไม่พ้นเครือข่าย “ชินวัตร”
“ทีมข่าวการเมือง”



