สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ว่า ผลการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) สรุปว่า การลงโทษจีนด้วยกำแพงภาษีสามารถทำได้ เนื่องจากการมุ่งเป้าไปที่เซมิคอนดักเตอร์เพื่อครอบงำตลาดของจีน “ไม่สมเหตุสมผล” รวมถึงสร้างภาระ หรือจำกัดการค้าของสหรัฐ

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะเริ่มขี้นใน 18 เดือนข้างหน้า หรือวันที่ 23 มิ.ย. 2570 ขณะที่อัตราภาษีจะถูกประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งกล่าวเมื่อวันพุธ (24 ธ.ค.) ว่า พวกเขา “คัดค้านอย่างหนักแน่น” ต่อการเคลื่อนไหวนี้ และกล่าวหาสหรัฐว่า ใช้ภาษีนำเข้าในทางที่ผิด เพื่อกดดันอุตสาหกรรมของจีนอย่างไม่สมเหตุสมผล

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า สิ่งนี้ทำลายเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของทุกประเทศ และสร้างความเสียหายแก่ประเทศอื่น ๆ ในขณะที่สหรัฐเองก็จะได้รับความเสียหายเช่นกัน พร้อมย้ำว่า จีนเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขการกระทำที่ผิดพลาดโดยเร็ว

อนึ่ง การสอบสวนตาม “มาตรา 301” ของยูเอสทีอาร์ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการดำรงตำแหน่งของผู้นำสหรัฐของประธานาธิบดีโจ ไบเดน สรุปว่า จีนใช้นโยบายนอกตลาดที่ก้าวร้าว และครอบคลุมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อครอบงำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมหาศาลและต่อเนื่อง แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน และการกดค่าแรง.

เครดิตภาพ : AFP