สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) จัดการประชุมวาระฉุกเฉิน เกี่ยวกับวิกฤติการณ์ระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลา ตามคำร้องขอของโคลอมเบียและเวเนซุเอลา
ทั้งนี้ นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีแถลงการณ์เปิดการประชุม เรียกร้อง “การเคารพในหลักการแห่งอธิปไตย เอกราชทางการเมือง และบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐ” ขณะเดียวกัน “ยูเอ็นมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ที่ทวีความไม่มั่นคงอย่างรุนแรง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภูมิภาค และบรรทัดฐานที่อาจเกิดขึ้นต่อวิธีการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ”
"The overwhelming evidence of his [Maduro's] crimes will be presented openly in US court proceedings."
— Al Jazeera English (@AJEnglish) January 5, 2026
Watch US envoy to the UN Mike Waltz's full remarks at the UN Security Council on the recent US attacks on Venezuela and abduction of President Nicolas Maduro ⤵️ pic.twitter.com/uVAbxfpeeW
ด้านผู้แทนการทูตของจีนและรัสเซียประณามสหรัฐอย่างหนัก แต่นายไมค์ วอลต์ซ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็น กล่าวว่า ปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษสหรัฐ ซึ่งจู่โจมกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ถือเป็น “ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายอย่างเจาะจงและมีเป้าหมาย ต่อบุคคลซึ่งหลบหนีกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ” นั่นคือนายนิโคลัส มาดูโร และนางซิเลีย ฟลอเรส โดยไม่เรียกทั้งคู่ว่า ประธานาธิบดีและสตรีหมายเลขหนึ่งของเวเนซุเอลา
ขณะเดียวกัน วอลต์ซยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ “ไม่ใช่การทำสงคราม” กับเวเนซุเอลา และสหรัฐ “ไม่ได้ต้องการยึดครอง” เวเนซุเอลา แต่ต้องการช่วยเหลือประชาชนในเวเนซุเอลา ให้พ้นจากการปกครองที่โหดร้ายของระบอบมาดูโร
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไม่สามารถปล่อยให้แหล่งพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การควบคุมโดยศัตรูของสหรัฐได้อีกต่อไป” หมายถึงแหล่งน้ำมันดิบสำรองราว 303,000 ล้านบาร์เรล ในเวเนซุเอลา ซึ่งมีปริมาณมากที่สุดในโลก.
เครดิตภาพ : AFP



