ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อ2809/2568 เบน สมิธ (Benjamin Mauerberger) นักธุรกิจชาวต่างชาติ  ยื่นฟ้อง “สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา พร้อมทั้งฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาท

จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568  นายรังสิมันต์  อภิปรายในสภา กล่าวหาเบนว่าเป็นแก๊งสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำให้เกิดความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง การอภิปราย การโพสต์ข้อความ ภาพถ่าย และคลิปวิดีโอลงในเฟซบุ๊ก เมื่อบุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สามได้เห็นข้อความแล้ว อาจทำให้เข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเป็นบุคคลหรือผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในกลุ่มคนที่ใช้กลอุบายหลอกลวงผู้อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในทางที่ไม่ชอบ มีพฤติกรรมโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน และประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

ในชั้นนี้เห็นว่า คดีของโจทก์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมสอบคำให้การในวันที่ 23 ก.พ.นี้  เวลา 09.00 น. ในชั้นนี้ก็ต้องรอดูว่า คดีขึ้นศาลแล้วจะได้ตีแผ่ความจริงออกมาให้ประชาชนได้รู้มากขึ้นจริงหรือไม่

ที่ตลาดใหม่จอมทอง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ลงพื้นที่เพื่อช่วย นายพงษ์สรณัฐ ทองลี ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กรุงเทพฯ เขต 26 จอมทอง รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง  นายวิโรจน์ตอบคำถามที่ว่า มองอย่างไรเรื่องพรรค ปชน.ลงพื้นที่และโดนชาวบ้านตำหนิ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ซึ่งเราพูดตรงๆ ประชาชนก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ดังนั้นคิดว่ายอมรับดีกว่า ถ้าใครว่าเรา เราก็น้อมรับและเดินจากไป  หากเราไม่ไปเซ้าซี้หรือไปตอบโต้ก็เชื่อว่าประชาชนก็ให้เกียรติเราเหมือนกัน จะมีคนรัก 100% มันเป็นไปไม่ได้  

“ผมลงพื้นที่มาส่วนใหญ่ถูกต่อว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเสียงที่ชื่นชมหรือทักทาย จับไม้จับมือยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ภาพยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ค่อยถูกเอามาเป็นข่าว เรื่องที่ประชาชนถึงเข้าใจว่าพรรค ปชน.ด้อยค่าทหาร คิดว่าเราสื่อสารเพียงพอแล้ว ประชาชนที่เข้าใจก็เข้าใจ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าทหารมีไว้เพื่อปกป้องประเทศ ไม่ใช่เพื่อปกครองประเทศ และเราก็ตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมกับทหารชั้นผู้น้อยอยู่อย่างเสมอ คนไม่เข้าใจเราก็เคารพ ไม่เป็นไร”

เมื่อถามถึงกระแสตอบรับภายหลังเปิดทีมบริหารรัฐบาลพรรค ปชน. นายวิโรจน์ กล่าวว่า เราน่าจะเป็นพรรคเดียวที่ให้ความสำคัญเรื่องปฏิรูปรัฐในระดับสูง เพราะถ้ารัฐไม่ปรับปรุงให้ทันสมัยก็จะมีความอุ้ยอ้าย ทั้งในเชิงงบประมาณและการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ และการทำงานร่วมกัน ที่หลายกระทรวงไม่สามารถทำงานแยกกันได้ ดังนั้นคำว่ามิติใหม่ของทีมบริหารของเราคือเราเอาภารกิจเป็นตัวนำ เราไม่ได้เอาตัวบุคคลหรือหัวหน้ามุ้งเป็นตัวนำ

“ถ้าจำเป็นต้องจับมือร่วมกับใครจัดตั้งรัฐบาล ก็จะจับมือกับพรรคที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนภารกิจร่วมกัน ไม่เป็นอุปสรรคต่อภารกิจที่เราให้คำมั่นไว้กับประชาชน เช่น การปราบสแกมเมอร์ ซึ่งเราต้องดูทิศทางนโยบายของแต่ละพรรคว่าตรงกันหรือไม่ในการปราบทุนเทา หน้าตาผู้บริหารต้องดูไม่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนนโยบาย  แต่เอาไว้หลังวันที่ 8 ก.พ.ค่อยตัดสินใจ มีโอกาสสูงมาก ๆ ที่เจตจำนงของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งเลือกให้พรรคไหนได้ที่หนึ่ง   พรรคนั้นน่าจะจัดตั้งรัฐบาล ผมค่อนข้างมั่นใจเพราะ สว. ไม่ได้มีฤทธิ์เดชเหมือนเดิมแล้ว”  (สว.ไม่ได้เลือกนายกฯ)

พรรค ปชน. เปิดตัว “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ในแคมเปญ The Professionals เพิ่มเติม ได้แก่ น.ส.รชพร ชูช่วย อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแคนดิเดต รมว.วัฒนธรรม ของพรรค ปชน.ระบุวิสัยทัศน์ของ น.ส.รชพร ตอนหนึ่งว่า คือการเอาทุนวัฒนธรรมมาส่งเสริมเศรษฐกิจ

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมงาน “ทิศทางโลกทิศทางไทย” Global Dynamics and Thailand ‘s Future ซึ่งเป็นเวทีที่ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และ “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ร่วมด้วย ระหว่างแสดงวิสัยทัศน์ เสี่ยหนูกล่าวตอนหนึ่งว่า “วันนี้มีข่าวรัฐมนตรีของกัมพูชาบอกอย่าเลือกผม ให้ไปเลือกคนอื่น เลือกตนจะมีโอกาสเกิดสงคราม อันนี้ไม่ใช่ แต่มีโอกาสที่เขาจะแพ้เราราบคาบ มีโอกาสที่เขาจะเอาเปรียบประเทศไทยไม่ได้ และมีโอกาสที่เขาไม่สามารถมาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทย เขาจึงไม่สามารถให้ผมมาเป็นนายกฯ ฉะนั้นเราต้องอย่าทําให้เขาสมใจ ไม่เปิดด่านแน่นอนจนกว่าเราจะแน่ใจว่า ไทยไม่มีศัตรู ไม่มีคนนอกอธิปไตยกล้ามารุกราน”

เมื่อถามถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. บอกว่าจะไม่ยกมือให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ อีกแล้ว โดยนายอนุทินหันไปทางนายณัฐพงษ์ พร้อมกล่าว “ถ้าท่านเข้ามาที่ 1 ท่านต้องไม่ยกมือให้ผม”  และว่า  ถ้าทั้งพรรค ปชน. และพรรคเพื่อไทยเห็นว่าพรรคภูมิใจไทย มีประโยชน์ รับนโยบายพรรคภูมิใจไทยได้เราค่อยมาว่ากัน เหมือนที่ผ่านมา ไม่เคยปิดกั้นอะไร ซึ่งการเลือกตั้งทุกครั้งต้องถอดความต้องการของประชาชนออกมาให้ได้ ถอดจากจํานวน สส.ที่ได้รับเลือก ครั้งนี้ก็จะดูจากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคภูมิใจไทยได้มา ไปถูกทางแน่นอนไม่ต้องห่วง

ท่าทีเรื่องกัมพูชา เป็นสิ่งที่ไทยเสียเปรียบ-เสียเกียรติไม่ได้ การแสดงท่าทีต้องระวังมิติชาตินิยม อีกเรื่องหนึ่งที่สนใจกันคือใครจะจับขั้วกับใคร มันยังเร็วไปที่จะพูดถึงว่า ใครเป็นเสียงข้างมากกำหนดเกม ต้องรอดูผลเลือกตั้ง

“หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่หาเสียงภายในตลาดเมืองไทยภัทร ถนนรัชดาภิเษก  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกเสียงมีคุณค่าเติมกำลังให้กับพรรค เพื่อที่จะไปพูดกับคนที่มาชวนร่วมรัฐบาลว่า จะได้รัฐบาลที่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและทุนเทา จะไม่สร้างประเด็นความแตกแยก พรรคประชาธิปัตย์เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย

“ส่วนที่พรรค ปชน.เปิดตัวทีมบริหารประเทศ ก็ดีใจที่คนมีชื่อเสียง มีความรู้ สนใจเข้ามาทำงานการเมือง ไม่แน่ใจว่าการเปิดตัวนี้หมายถึงการไปดำรงตำแหน่งในฐานะอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นรัฐบาลผสมที่ไม่มีความแน่นอนว่าใครจะได้รับผิดชอบงานด้านไหน”

พรรคเพื่อไทย นำโดย “หัวหน้าหนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และคณะ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครจันทบุรีหาเสียง ประกอบด้วย เขต 1 นายเฉลิมพล ศักดิ์คำ, เขต 2 นายจารึก ศรีอ่อน, เขต 3 นายเกรียงเดช เข็มทอง  นายจุลพันธ์เดินพบปะประชาชน และพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดน้ำพุ อ.เมือง และไปยัง ศูนย์ส่งเสริมอัญมณี และเครื่องประดับจันทบุรี การหาเสียงชูนโยบายช่วยเหลือประมงพื้นบ้าน การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน แก้ปัญหาที่ดิน

และต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน ที่นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 90%  หัวหน้าหนิม กล่าวว่า ภาคตะวันออกมีศักยภาพ รายได้คิดเป็นกว่า 30% ของจีดีพีประเทศ แต่การพัฒนายังกระจุกตัวอยู่ในชลบุรีและระยอง ทำให้คนจันทบุรีจำนวนมากต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ เราจึงต้องการส่งเสริมเศรษฐกิจในจันทบุรี.