เมื่อวันที่ 16 ม.ค. เวลา 09.40 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ ด้านเศรษฐกิจ และนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ร่วมกันแถลงข่าว “แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไร ให้ไทยหายจน”
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเสนอนโยบาย “ไทยหายจน” ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และวัดผลงานภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทำให้ไทยหายจน คือการปรับบทบาทภาครัฐและโครงสร้างไปพร้อมกัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายดังกล่าว คือ รัฐบาลประชาธิปัตย์จะเป็นผู้ชี้ทางให้เห็นสำหรับนักลงทุน สำหรับภาคธุรกิจ และประชาชน ว่าเศรษฐกิจกำลังจะเดินไปทางไหน อีกทั้งจะเป็นผู้เปิดทางด้วยการลงทุนในเรื่องคนและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปรับแก้หลายอย่างที่ทับซ้อนกันอยู่ และดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคน นอกจากนี้เราจะไม่ขวางทาง ด้วยการปฏิรูปรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อนกัน ควบคู่กับการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เราจะผลักดันอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศ ทั้งการยกระดับภาคเกษตรเป็นเกษตรแปรรูป ต้องทำให้เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปการเกษตร ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ทำแค่ชิ้นส่วน แต่จะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมเชื่อมโยงต่อเนื่อง รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ภาคบริการ ท่องเที่ยวที่ยกระดับต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ สุขภาพ อุตสาหกรรมเวลเนส (Wellness) ชีววิทยาศาสตร์ อุปกรณ์การแพทย์ อีกทั้งเราต้องผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้ประชาชนหารายได้จากการใช้เทคโนโลยี ครอบคลุมถึงภาคการเงิน และการค้าปลีกที่เป็นธรรม สร้างรายได้ให้คนไทย รวมถึงเราต้องผลักดันพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด โดยเครื่องมือที่เราจะใช้ คือการปรับรื้อกฎระเบียบและกฎหมาย รวมถึงผนวกกลไกระหว่างของหน่วยงานภาครัฐไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ตลอดจนต้องลงทุนทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน ใช้การเจรจาและการทูตระหว่างประเทศในเศรษฐศาสตร์เชิงรุก
ด้าน นายกรณ์ กล่าวว่า การผลักดันเศรษฐกิจโตให้ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 4 ปีนั้น พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับของที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ แต่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยระยะสั้น เราจะใช้ทรัพย์สินของรัฐพัฒนาให้เกิดความคุ้มค่า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดภาระทางงบประมาณ เปิดให้ประชาชน เอกชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐ เพื่อใช้ในเชิงธุรกิจ ที่ดิน อาคารของรัฐ รวมไปถึงการเปิดให้เอกชนลงทุนกับรัฐ เช่น ไฟฟ้า เปิดระบบสายส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการเช่าใช้ในโครงสร้างที่ลงทุนไว้แล้ว และต้องขยายผลระบบการชำระเงินที่เราใช้กันอยู่คือพร้อมเพย์ เพราะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากในโลก แต่ไม่สามารถใช้อย่างทั่วถึง อีกทั้งควรใช้โครงสร้างระบบพื้นฐานทำให้ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในราคาเข้าถึงได้ ให้เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังมียุทธศาสตร์ยกระดับภาคการเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านโครงการประกันรายได้ ปรับปรุงให้ทันกับยุคสมัย และเหมาะสม แก้ภาระหนี้สินของเกษตรกร ที่ทำเป็นระบบ ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร รับซื้อหนี้ พร้อมหลักประกัน ไม่พักหนี้ มีงบประมาณฟื้นฟูเกษตรกร คือ สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกร ส่วนสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว คือทำให้ราคาพืชผลสูงอย่างยั่งยืน ปฏิรูปโดยรวม เพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน ปุ๋ยราคาถูก และเข้าถึงตลาด โดยปฏิรูปสหกรณ์ให้ทันสมัย โปร่งใส และมีการบริหารในรูปแบบบริษัท แปลงจากเกษตรกรจากผู้ขายเป็นผู้ถือหุ้น และเจาะตลาดใหม่ทั่วโลก ใช้เงินกำไรในการทำวิจัยและพัฒนา เพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้ในอนาคต
ขณะที่นางการดี กล่าวถึงฐานของการเติบโตไปสู่เศรฐษกิจดิจิทัล คือ การเปิดข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนใช้บริการภาครัฐง่าย สะดวก ลดซ้ำซ้อน เพื่อความโปร่งใส วันนี้ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางการลงทุนด้านข้อมูล แต่สิ่งที่ต้องปลดล็อก ไม่ใช่ที่ดิน พลังงาน หรือ น้ำ เท่านั้น ยังมีโอกาสที่เกิดขึ้น คือ ปลดล็อกให้ทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการเชื่อมโยงองค์ความรู้ใหม่ สร้างคนที่ตอบโจทย์อนาคต โดยต้องส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีและกลุ่มสตาร์ทอัพ ให้เข้าถึงการบริการด้านเทคโนโลยีได้ในราคาถูก อีกทั้งในการทำงานของกลุ่มเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ต้องต่อยอดสู่การขยายตลาด และลงทุนได้มากยิ่งขึ้น ขณะที่กลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงาน ต้องคำนึงถึงระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านทำงานแลกหนี้ โดยคำนึงถึงวินัยการเงิน และคุ้มครองแรงงานอิสระ ให้มีสัญญาจ้างเป็นธรรม และต่อยอดเข้าถึงบริการการเงิน นอกจากนี้ต้องมีกองทุนสร้างสรรค์ที่ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ไปสู่ตลาดโลกได้

ส่วนนายวีระพงษ์ กล่าวว่า การเพิ่มจีดีพีให้ประเทศ สามารถทำได้ผ่านการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ผ่านการทำงานร่วมกันของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี ซึ่งต้องยกระดับมาตรฐานของความยั่งยืนและการทำงานร่วมกันของเกษตรกร 2.อุตสาหกรรมยานยนต์รถไฟฟ้า ที่ไทยเป็นจุดแข็ง 3.ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงพร้อมกับนวัตกรรม 4.อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยสร้างจุดเด่นให้ประเทศไทย เร่งผลักดันเมืองรองและเมืองหลักให้เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยว พัฒนามาตรฐานศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน ใช้เทคโนโลยีสร้างมาตรฐานความปลอดภัย 5.ภาคการเงิน ไทยไม่ต้องการเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และตำรวจ ต้องทำงานร่วมกันปราบปรามสแกมเมอร์ และต้องเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อให้คนตัวเล็ก สร้างมาตรฐานการแข่งขัน และ 6.อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนา เช่น ติดโซลาร์เซลล์ที่สามารถขายไฟฟ้าให้รัฐ เป็นต้น

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า แผนปฏิบัติการณ์ภายใน 90 วัน คือ 1.วาระมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต้องดูความเหมาะสมและประเมิน ทั้งนี้ต้องเป็นมาตรการที่เงินถึงเร็ว ง่าย ไม่ซับซ้อน ขณะที่นโยบายที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 27 ข้อ จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณ แต่ที่จะทำ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สิทธิเกิดขึ้นทันที เช่น คนพิการ ได้สิทธิ 2 เท่าจากเดิม แต่ต้องรอจัดสรรงบประมาณปี 2570 จ่ายให้ย้อนหลัง ค่าโดยสารรถเมล์และรถไฟฟ้า เหลือ 5-30 บาท โดยแบ่งเป็นโซน ซึ่งทำได้ทันทีเฉพาะบางระบบ คือ สายสีม่วงและสายสีแดง เพราะมีกองทุนตั๋วร่วม 2.วาระกฎหมายลบล้างความยุ่งยากของกฎระเบียบที่เทอะทะ เช่น เกี่ยวข้องข้อมูล กฎหมายแม่บทเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 90 วัน เพื่อให้การเริ่มต้นของกระบวนการสภา ทำได้เร็ว รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้สินค้าที่ถูกเกินจริงมาทำลายกลุ่มเอสเอ็มอี แก้กฎหมายการออมแห่งชาติ เพื่อทำสลากออมทรัพย์จังหวัด และเติมเงินให้เด็กแรกเกิด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 3.โครงการที่ประกาศไว้และนำเสนอ จะบัญญัติไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล พร้อมนำเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อสภา ภายใน 90 วัน 4.พื้นฐานเศรษฐกิจดีมาจากบ้านเมืองที่สุจริต เครื่องมือที่ประหารคอร์รัปชันคือ ข้อมูล ดังนั้นในช่วง 90 วันแรก เราจะจัดทำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ที่สามารถเข้าตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การประมูลงานรัฐต้องพร้อมให้ตรวจสอบ 5.ปฏิรูประบบราชการ จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ และจัดการกลไกภาครัฐที่ทับซ้อนกันอยู่ เช่น การบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องสะสาง 6.การปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงินเทาอย่างเด็ดขาด ใครก็ตามที่อยู่ในกลไกรัฐและกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นอุปสรรคการแก้ปัญหานี้ บุคคลนั้นต้องย้ายออกจากตำแหน่งได้เลยในช่วง 90 วัน ต้องแก้กฎหมายการอายัดทรัพย์ที่พิสูจน์ที่มาไม่ได้ สามารถทำได้เข้มงวดในเรื่องของการใช้ตัวแทนหรือนอมินี แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ด้วยเงินสด ที่เป็นปัญหาฟอกเงิน สามารถออกพระราชกำหนด และใช้เอไอมาช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินที่ผิดปกติได้ทั้งหมด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า 7.เรื่องพลังงาน จัดงบช่วยโซลาร์เซลล์ จะเปิดเสรีทันที เดินหน้าให้ค่าไฟลดลงถาวร ต่ออายุใช้งานโรงไฟฟ้าที่หมดอายุสัมปทานโดยรัฐไม่ต้องเสียค่าพร้อมจ่าย เปิดเผยการซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าซื้อไฟจากแหล่งที่มีราคาถูกที่สุด 8.เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน จะตั้งกลไกรัฐร่วมกับเอกชน ทำงานร่วมกันและช่วยเหลือเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ในเรื่องกองทุน 9.ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ต้องทำมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการระงับซื้อพืชผลจากพื้นที่มีการเผา จะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด, เศรษฐกิจหมุนเวียน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่เป็นวาระเร่งด่วนภายใน 90 วันที่ต้องดำเนินการให้ได้ และ 10.ภัยพิบัติ ยกระดับหน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยงานระดับชาติ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการประสานงานที่มีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการช่วยเหลือฟื้นฟู อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผ่านซอฟต์โลนปลอดดอกเบี้ย 1 ปี มาตรการเหล่านี้ก็จะเป็นมาตรการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนตั้งตัวได้จากภัยพิบัติ และมั่นใจได้ว่าเรื่องเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติทำได้
“เป็น 10 เรื่อง 90 วันนี้ คือสิ่งที่เป็นความพร้อมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้มีแค่วิสัยทัศน์ ที่ไม่ได้บอกว่าแก้ไม่ได้ เราบอกว่าเราจะใช้อะไรเป็นตัวจัดการ ด้วยประสบการณ์ของคนที่เคยบริหาร ทั้งหมดนี้จะมีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ ผมมีบทเรียนจากการเป็นนายกฯ แล้ว หลายครั้งการสั่งการไป มีมติ ครม. ไป สุดท้ายระบบการติดตามบกพร่อง ดังนั้น ทั้งมาตรการ 90 วัน ที่เราประกาศ ทั้งนโยบายหลักที่เป็นเข็มทิศเศรษฐกิจ จะมีหน่วยงานเฉพาะกิจเข้ามาติดตามเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ตามที่เราได้บอกไป นี่คือสิ่งที่เราจะบอกกับประชาชนว่าไทยจะหายจนด้วยคนทำเป็นนั้นต้องทำอย่างไร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถจัดการปัญหาทุนเทาได้ การประกาศของพรรคจะทำได้จริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้บุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำงานปราบปรามทุนเทา อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีข้อสงสัยหรือมีความไม่มั่นใจว่ามีปัญหาเรื่องในอดีตหรือไม่ คนเหล่านั้นต้องให้หลีกทางออกไป เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครขวางทางการแก้ปัญหา ทั้งนี้การที่ประเทศไทยถูกมองว่าจัดการปัญหาดังกล่าวล่าช้ากว่าประเทศอื่น ก็เพราะมีคนขวางอยู่ จึงต้องเอาคนเหล่านี้ออกไปภายใน 90 วัน



