เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กลุ่ม สว.สำรองนำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เดินทางมาทวงถามความคืบหน้าการสอบสวนการทุจริตเลือก สว.ปี 2567 โดย พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 แต่กระบวนการตรวจสอบยังไม่คืบหน้าใดๆ ถือว่าล่าช้าเกินควรเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเรามาทวงถามหลายครั้งแต่ กกต. ก็ไม่เคยให้คำตอบที่ชัดเจน โดยได้รับข้อมูลเพียงจากหน่วยงานอื่น เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานตรวจสอบอื่นๆ เท่านั้น ทั้งนี้ปลายปี 2568 ดีเอสไอ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาเบื้องต้น 8 คน ในคดีฟอกเงิน คดีพิเศษที่ 24/2568 และส่งหลักฐานมาให้ กกต. พิจารณาตามมาตรา 49 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต.ซึ่งการประชุม กกต. เมื่อธ.ค.2568 (มีกรรมการ 5 คน) มีมติ 3 ต่อ 2 เห็นควรนำหลักฐานมาประกอบสำนวนแต่ก็ยังไม่ดำเนินการเพราะมีบางท่านคัดค้านรั้งหน่วง ต้องการให้ กกต.ชุดใหม่รายงานตัวก่อน ต่อมาในการประชุมกลางเดือน ม.ค. 2569 กกต. ครบ 7 คน กลับมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยนำหลักฐานดีเอสไอ มาประกอบ ซึ่งทราบว่ามีการถกเถียงกันพอสมควร โดย 3 คนยังเป็น 3 เสียงเดิม แต่ 2 เสียงเดิม ได้อีก 2 เสียงใหม่มารวม เป็น 4 เสียง ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่กังขาว่าเหตุใด กกต.เสียงส่วนใหญ่จึงไม่เห็นด้วยในการนำพยานหลักฐานที่สำคัญในคดีมาประกอบในสำนวน ซึ่งเราจะตรวจสอบการทำงานของ กกต.ต่อไป
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อว่า สำนวนที่อนุกรรมการวินิจฉัยเสนอตั้งแต่ 17 ก.ย.2568 ยังค้างอยู่ แม้ครบ 90 วันตามระเบียบ กกต. ตั้งแต่ 17 ธ.ค. ก็ยังไม่ทราบว่าทาง กกต. ได้ใช้ระเบียบข้อไหนเพื่อขยายระยะเวลาเพิ่มเติม ทั้งที่ตัวเองเขียนระเบียบ เรียนว่า กกต.มีเจตนาพยายามเตะถ่วงอย่างชัดเจน จึงอยากให้ กกต.รีบเร่งสรุปจำนวนในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ตนตั้งข้อสังเกตว่าความล่าช้านี้อาจรอผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี แทรกแซงการทำงานของดีเอสไอในคดีฮั้ว สว. ซึ่งถ้าชี้ว่า พ.ต.อ.ทวี กับนายภูมิธรรม มีส่วนบกพร่อง เข้าไปแทรกแซงก็อาจจะมีคนนำไปขยายผลในกระบวนการสอบสวนของดีเอสไอ ที่รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ รวมถึง กกต.ด้วย เรื่องนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติปล้นแผ่นดิน เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้บุคคลเหล่านี้ลอยนวลไปได้ พวกเราจะเป็น สว.หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ วันนี้จึงทำหนังสือเพื่อขอนัดหมายประธาน กกต.เพื่อขอคำอธิบาย หากมีเหตุผลเราพอเข้าใจและรับฟัง แต่หากไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็เราก็ขอสงวนสิทธิที่จะไปดำเนินการในช่องทางที่พิทักษ์สิทธิของเรา

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ขอ กกต.ให้เร่งรัดดำเนินการในส่วนคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต. โดยในส่วนของกลุ่ม 91 คน ซึ่งกลุ่มผู้บริหารพรรคการเมือง เป็นกลุ่มที่จะต้องถูกดำเนินการต่อในความผิดคดีอาญา เพราะเขาไม่ได้เป็น สว. ก็ขอให้ กกต.ดำเนินการเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะที่ดีเอสไอส่งมาให้ ส่วนกลุ่ม สว.138 คน ที่ผ่านมามีความชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยเรื่องพฤติการณ์ และมีรายชื่อในโพย ถือเป็นหลักฐานอันปราศจากข้ออันควรสงสัยมีกระบวนการโกงหรือทุจริตจากการเลือก สว. ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 62 กกต.จะต้องส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้นั้น หากว่า กกต.จะไปบิดพลิ้วว่าหลักฐานคดีอาญาเพียงพอหรือไม่นั้น โดยก่อนหน้านี้พวกเราได้มีความเห็นว่า กกต.รีรอส่งคดีไปศาลฎีกา เพราะรอคำสั่งคดีศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี ในวันนี้ว่าชอบหรือไม่ชอบ จากนั้น กกต.ก็จะตีความว่าพยานหลักฐานไม่สามารถไปดำเนินคดี หรือรับฟังได้ทางกระบวนการป. วิอาญาฯ แต่อย่างไรก็ตามในมาตรา 62 หลักฐานอันพอควรเชื่อได้แล้ว ดังนั้น กกต.จะต้องไม่ละเลยและเพิกถอนสิทธิการเลือกของ สว.138 คน ขอย้ำว่าไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้วันนี้เรายังคาดหวังทางบอก โดยเฉพาะเมื่อมีประธาน กกต.คนใหม่

เมื่อถามว่าวันนี้มีความหวังต่อการตรวจสอบของ กกต.หรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า เรายังคาดหวังในทางบวกอยู่โดยเฉพาะเมื่อมีประธาน กกต.ท่านใหม่มา รวมทั้ง กกต.เก่า 3 ท่าน ที่มีมติให้ดำเนินคดี เราเชื่อมโนธรรมท่านว่าจะไม่สามารถละเลย ไม่มีหลักตรรกวิทยาใจเลยว่าพวกนี้ไม่ผิดเลย และขอฝากประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด ว่าเรื่องนี้ใช่ยิ่งกว่าใช่ แต่หาก กกต. 7 คนบอกว่าไม่ใช่ ก็ต้องตอบคำถามประชาชนและสังคม บ้านนี้เมืองนี้เป็นของทุกคน ถ้าเราสามารถทำให้เข้ารูปเข้ารอยได้การปรับปรุงการพัฒนาประเทศผ่านกฎหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เราก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้ควบคุมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดโดยอภิสิทธิ์ เป็นเรื่องของคนไทยสังคมไทยทั้งมวล
นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวหน้า กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษกับรัฐมนตรีก็ปฏิบัติตามหน้าที่ แต่กลับมีการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลเป็นองค์กรอิสระ ตนขอถามไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่ารู้เรื่องนี้หรือไม่ ก็คงตอบว่าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็มองว่า กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะตนเคยยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่ให้ตนมาชี้แจงเลย ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็ยื่นฟ้องตนมากมาย ซึ่งมีคำสั่งให้ฟ้องและส่งไปยังอัยการแต่ปรากฏว่าอัยการยกฟ้อง รวมถึงวันนี้ก็ส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตนก็อยากรู้ว่าจะมีการแทรกแซงหรือไม่ แต่เรื่องนี้ตนเห็นว่าเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่จะทำลายความยุติธรรมของการเลือกตั้ง
นางกุสุมาลวตี กล่าวว่า ตนเคยยื่นเอกสารถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้สั่งการให้ดำเนินการโดยถูกต้องและเร่งด่วน ไม่ใช่เตะถ่วง กลั่นแกล้งตน เพราะตนได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแต่ กกต. ไม่ยอมอนุมัติ ทำให้ตนต้องอยู่พรรคไทยก้าวหน้า

ทั้งนี้ตนได้ทำหนังสือยื่นถอดถอน นายอนุทิน ไปยัง ป.ป.ช. เรื่องการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม กระทำการที่เข้าข่ายกระทำผิดภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ หลายโครงการที่อยู่ใน ป.ป.ช. ทั้งเขากระโดง รันเวย์เถื่อน ก็ค้างอยู่อย่างนั้น ถ้าหากองค์กรอิสระไม่อิสระถูกครอบงำโดยคนบางกลุ่ม แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร รวมทั้งการใช้งบประมาณต่างๆ ไม่ถูกต้องก็เหมือนการปล้นชาติปล้นแผ่นดิน
ซึ่งเรื่องเขากระโดงก็มีคำสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำอะไรบางอย่างเรื่อง คดีฮั้ว สว. ตนมองว่า มีเส้นเงินผูกมัดคนบางกลุ่ม ในบางพรรคการเมืองเข้าข่ายผิดแน่นอน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับบางพรรค ซึ่งมีรายงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ กกต.ชุดใหม่ กลับมีมติไม่นำมาร่วมพิจารณา แสดงว่ากลัวความผิดหรือไม่ แล้วประเทศไทยจะเหลืออะไร ตนมองว่าไม่ถูก ทั้งนี้ไม่ว่าใครจะมีตำแหน่งอะไร ถ้าทำผิดตนก็ไม่กลัว และแม้แต่สกัดกั้นไม่ให้ตนมีพรรคการเมืองหรือออกสื่อ ตนก็ไม่สนใจ แต่ขอให้ประชาชนรับรู้ว่า สแกมเมอร์ ทุนเทา คือใครและใครเกี่ยวข้อง หรือการบริหารน้ำท่วมภาคใต้ ประชาชนควรรู้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งใดควร และมีโพลที่ไม่เป็นธรรมเพื่อสอดรับกับการทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ อยากถามว่าโพลของนิด้าไปทำที่ไหนมา การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการชี้ชะตาประชาชน อย่าให้บางกลุ่มทุจริตเพื่อประโยชน์ตนเอง ถ้าประเทศไทยยังอยู่แบบนี้ลูกหลานจะเหลืออะไร
“อยากให้คิดให้ดีบ้านเมืองไม่ใช่ของใครแต่เป็นของทุกคน เราต้องช่วยกันเพราะ สว. สำรองไม่ได้อยากเป็น สว. แต่คิดว่าการสู้ข้างถนนมีอำนาจ ตนจึงขอไปสู้กับนายอนุทิน ในสภามีแมวก็ต้องไม่มีหนู มีแมวก็ต้องไม่มีเทา” นางกุสุมาลวตี กล่าว.



