วันที่ 21 ม.ค. น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 31.11 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.08 บาทต่อดอลลาร์
โดยเงินบาทแข็งค่าผ่านระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือนที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแรงหนุนจากแรงขายเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และยุโรป ประกอบกับเงินบาทมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก และสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติ
อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกอ่อนค่าลงอีกครั้งในช่วงบ่ายซึ่งตลาดประเมินว่า อาจเป็นการดูแลเพื่อลดความผันผวนของทางการ
ขณะที่ เงินดอลลาร์ เองก็ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงที่รอ speech ของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ Davos สำหรับทิศทางฟันด์โฟลว์ในวันนี้ แม้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2,016.54 ล้านบาท แต่ก็ซื้อสุทธิพันธบัตรไทยสูงถึง 9,835 ล้านบาท
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.) ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 30.85-31.20 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียโดยเฉพาะเงินเยน ประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐและยุโรป รวมถึงสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 และดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือน ต.ค. และ พ.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้สัมภาษณ์ เตรียมออกประกาศควบคุมการซื้อขายทองบนแอปที่เป็นเงินบาท ทำให้มีนักลงทุนบางส่วนหันมาซื้อทองผ่านแอปเป็นรูปแบบดอลลาร์มากขึ้น และกังวลการเก็บภาษีขายทอง รวมทั้งมาตรการดูแลค่าเงินบาท ส่งผลให้เป็นส่วนหนึ่งที่ให้เงินบาทอ่อนค่าลงมา



