เข้าใกล้โค้งสุดท้ายเข้ามาทุกวันกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งจนถึงทุกวันนี้กระแสของ “พรรคประชาชน” ก็ยังแรงดีไม่มีตก คะแนนโพลจากหลายสำนักก็ยังคงนำโด่งเข้าวินเป็นอันดับหนึ่ง แต่…ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ดังนั้นในเวลาที่เหลืออีกสองสัปดาห์เศษ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงเปิดพื้นที่เพื่อนำเสนอแนวคิด แนวนโยบายของพรรคการเมืองตัวเต็ง เพื่อเป็นข้อมูลให้สาธารณชนใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกนักการเมืองเข้ามานำพาให้ประเทศเดินหน้า เข้ามาสร้างความสุขให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

เติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรค ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะถูกหักหลัง นับตั้งแต่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนคนไทยอย่างท่วมท้น ตั้งแต่ยังเป็นอนาคตใหม่ ทั้งการเมืองระดับชาติ ทั้งเรื่องเอ็มโอเอ และเชื่อว่าในอนาคตก็จะยังคงมีอีกหลายครั้ง เพราะตราบใดที่ยังมีดีลกัน มีการแลกประโยชน์กับความไว้วางใจของประชาชน แต่ขอให้มั่นใจว่าเราครองตนอย่างเหมาะสมกับความไว้วางใจของประชาชน” หนึ่งในคำพูดที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้เปิดใจไว้ 

ไม่เพียงเท่านี้… ประธานคณะก้าวหน้า ยังย้ำไว้อีกว่าเราเติบโตขึ้นอย่างมีวุฒิภาวะ กลมกล่อมมากขึ้น รอบด้านมากขึ้น และไม่ได้ละทิ้งจุดยืนเดิม โดยรอบนี้การทำนโยบายลึกกว่าเดิมมาก การต่อต้านหมดไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของการนำเสนอที่เราอยากสร้างประเทศไทย เพราะเป็นคนละบริบทกัน แต่เรายังต้องการสร้างสรรประชาธิปไตยและนิติรัฐในประเทศไทย โดยพรรคประชาชนมีความพร้อมในการเข้าบริหารประเทศทันที หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะไม่ได้เพิ่งเตรียมพร้อมในช่วงไม่กี่เดือน แต่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2566

เตรียมพร้อมเป็นรัฐบาล

ทั้งนี้ยอมรับว่าในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แม้ต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านทั้งที่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง โดยในวันนั้นยอมรับว่าอาจยังไม่พร้อม แต่ตั้งแต่ครั้งนั้นพรรคได้เตรียมการอย่างเป็นระบบทันที เพื่อให้พร้อมเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหน้าที่ของตนเองคือ การส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ซึ่งการบริหารประเทศไม่สามารถอาศัยเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่ต้องมีโครงสร้างการทำงานและทีมงานที่พร้อมปฏิบัติจริง และได้มีการเตรียมพร้อมในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้อย่างจริงจัง

พร้อมทั้งมีแผนงานหรือโรดแมปในระดับปฏิบัติการที่ชัดเจน เช่น นโยบายการปฏิรูปพลังงาน ก็ได้จัดทำเอกสารเชิงลึกและโรดแมป ตั้งแต่ขั้นตอนการแยกบัญชีไปจนถึงเป้าหมายสุดท้ายในการพัฒนาตลาดซื้อขายพลังงาน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การผลิตชิปที่สามารถทำได้ต่อเนื่อง

โดยทีมงานของพรรคได้หารือกับทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเอกชนรายใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการปรับตัวและปฏิรูปโครงสร้างเดิมนำไปสู่ทิศทางของการพัฒนาที่ดีขึ้น 

ศักยภาพจีดีพีแค่3.5%

ขณะเดียวกันเวลานี้ การจะตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 5% ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินจริง เพียงแค่ทำให้เติบโตได้ 3.5% ใน 4 ปี ก็ถือว่ายากมากแล้ว ซึ่งการเติบโตต้องมาจากการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ต้องใช้เวลาและจะเห็นผลได้เร็วที่สุดภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ส่วนระยะต่อไปการเติบโตจาก 3.5% นั้นถึงไปจะรักษาการเติบโตไปสู่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอได้ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ และพรรคประชาชนไม่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดแต่ไม่มีเสถียรภาพ โดยตั้งเป้าว่าหากผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันได้จริง จะเห็นผลเร็วที่สุดในอีก 4-5 ปีข้างหน้า และเป้าหมายระยะยาว ในระยะ 5-10 ปี คือการรักษาการเติบโตให้อยู่ที่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอ

สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้สร้างการเติบโตในช่วงที่เป็นรัฐบาลได้เน้นไปอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และการลงทุนเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอี เช่นนโยบายพลังงาน และการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า ที่จะสามารถสร้างวงจรการลงทุนใหม่ให้กับประเทศได้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี และในระยะยาวตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน 

ปรับงบฯแบบฐานศูนย์

ด้าน “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน  บอกว่า พรรคประชาชนได้เตรียมความพร้อมในการบริหารประเทศ โดยได้มีการศึกษาวงเงินงบประมาณที่สามารถใช้ได้จริง ซึ่งเป็นส่วนพื้นที่ในงบประมาณจากแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุด พบว่า รัฐบาลใหม่จะมีพื้นที่งบประมาณในส่วนที่เป็นโครงการใหม่ให้ใช้ได้จริงประมาณ 6.8 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยในปีงบประมาณแรกหากพรรคประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาลจะยังคงเดินตามกรอบการจัดสรรงบประมาณแบบเดิม เพื่อให้งบประมาณล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน โดยปีงบประมาณ 2571 จะเริ่มทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับนโยบายสวัสดิการประชาชนและโครงการใหม่ที่มีความจำเป็นกับประเทศไทย

ส่วนการลดการขาดดุลงบประมาณที่แผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบันที่เขียนไว้ว่าจะให้ขาดดุลฯเหลือเพียง 2% ต่อจีดีพีนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และอาจทำให้เศรษฐกิจพังเหมือนโมเดลสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ไอเอ็มเอฟ บังคับให้รัดเข็มขัดในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ จึงได้เสนอแผนการขาดดุลที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น โดยปีแรกจะขาดดุลที่ 3.9% และค่อย ๆ ลดลงจนเหลือ 3% ในปีที่ 4 ซึ่งเป็นระดับที่สากลยอมรับและยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนีจากภาวะการเติบโตต่ำได้

ขณะที่เรื่องของการขจัดการทุจริตคอรัปชั่น ก็จะเน้นในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดให้รัฐมนตรีเข้ามามีส่วนรับผิดส่วนรับชอบในโครงการที่จะขับเคลื่อนทุกโครงการ และต้องออกจากตำแหน่งทันทีเมื่อเกิดความผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง

ชูอุ้มเอสเอ็มอีต้องรอด

ขณะที่ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน ระบุว่า เวลานี้พรรคประชาชนได้กำหนดนโยบายที่จะทำภายใน 100 วันแรกที่ต้องผ่านความเห็นชอบของครม.ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี วงเงินประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ผ่านมาตรการสินเชื่อ และเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อของรัฐบาลเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องของภาคเอกชน รวมทั้งยังมีนโยบายหวยใบเสร็จ

โดยเป็นการกระตุ้นให้คนซื้อของจากร้านโชห่วย โดยสะสมยอดครบ 500 บาทได้รับสลาก 1 ใบ ซึ่งนโยบายนี้สามารถเริ่มได้ใน 100 วันแรก เพราะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น แอปฯ เป๋าตัง ขณะที่เอสเอ็มอีจะได้ประโยชน์จาก ภาษี 3 เด้ง ได้แก่ ขยายเพดานจดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท การปรับการหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็น 90% และทางเลือกการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเหมาจ่าย 2.1% เพื่อลดภาระให้เอสเอ็มอี รวมถึงการใช้กลไกของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินของซัพพลายเออร์จากรายใหญ่มายังรายย่อยเพื่อให้มีเงินมาทำธุรกิจเร็วขึ้น เป็นต้น

นี่…เป็นเพียงนโยบายด้านเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชน ได้นำเสนอในกรอบกว้าง ๆ เพื่อคาดหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงถาวรตามศักยภาพที่ควรเป็น แต่!!ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็ต้องมารอลุ้นว่าใครกันแน่ ที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล!