นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร อธิบายถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่า ทำไมฝุ่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่อากาศยังดูขมุกขมัว? เหตุผลคือเมื่อเป็นลมใต้พัดเข้ามาจะมีความชื้นสูง และมีไอน้ำ พอไอน้ำจับกับฝุ่นที่ยังพอมีสะสมอยู่บ้าง ฝุ่นเกิดการขยายตัวจากการดูดความชื้น หรือ Hygroscopic Growth ซึ่งแม้ว่าค่าจะไม่ได้สูงจะทำให้ฝุ่นดูหนาแน่น อันนี้เราเรียกง่ายๆ ว่า “ฝุ่นอ้วน” เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นตอนเช้า พอแดดออกช่วยสายๆ ก็จะบางลงมาก
พร้อมอธิบายขั้นตอนผ่านภาพสไลด์ ระบุ กลไกการเกิดหมอกเป็นเรื่องราวของความชื้นที่เดินทางมาพบอากาศเย็น โดยเริ่มจาก 1.ลมใต้พัดความชื้น ซึ่งเป็นลมจากอ่าวไทยพาความชื้นสูงเข้ามาเข้ามาในพื้นที่ 2.อากาศอิ่มตัว ความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงระดับ 90% ทำให้อากาศใกล้ถึงจุดอิ่มตัวด้วยไอน้ำ 3.อุณหภูมิลดลง ในช่วงเช้า อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว 4. ไอน้ำควบแน่น เมื่ออากาศเย็นลง ไอน้ำในอากาศจะควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำขนาดเล็ก ซึ่งก็คือหมอก

ขยายผลเมื่อฝุ่น “อุ้มน้ำ” ผ่านกระบวนการ Hygroscopic Growth ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า อนุภาคของ PM 2.5 มีขนาดเล็กมองเห็นได้ยาก เมื่อผสมกับไอน้ำจึงกลายเป็นฝุ่นอ้วน ทำให้เรามองเห็นด้วยตาได้ เพราะอนุภาคดูดซับน้ำและมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงทำให้เรามองเห็นอากาศขมุกขมัวได้ชัดเจนขึ้น
แล้วสถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อไหร่นั้น ในช่วงเช้า (Morning) หมอกหนาและอากาศนิ่ง ทำให้เกิดการสะสมตัวของฝุ่น หลังแดดขึ้น (After Sunrise) แดดและความร้อนช่วยให้หมอกจางลง เมื่อลมเริ่มพัดและการระบายอากาศดีขึ้น ฝุ่นก็จะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ
ขณะที่ เฟซบุ๊ก “สำนักสิ่งแวดล้อม” อธิบายเกี่ยวกับลักษณะของท้องฟ้าขมุกขมัวด้วยเหตุผลทางอุตุนิยมวิทยาและคุณภาพอากาศ ว่า ลมเปลี่ยนทิศ = ระบายอากาศดีทันที แม้ลมจะเริ่มเปลี่ยนเป็นลมตะวันออก แต่ความเร็วลมช่วงเช้ายังต่ำ และบรรยากาศใกล้ผิวพื้นยังนิ่ง ทำให้การ “พัดพาฝุ่นออกจากพื้นที่” ยังทำได้ไม่ดีมาก ผลคือฝุ่นที่สะสมอยู่เดิมยังระบายออกไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืด–เช้า
เช้า = ชั้นอากาศต่ำ ฝุ่นกระจุกใกล้พื้น ช่วงเช้าเป็นช่วงที่ ชั้นบรรยากาศใกล้ผิวพื้น (mixing layer) ต่ำ อากาศเย็นกดอากาศอุ่นไว้ด้านล่าง ผลคือ ฝุ่นละอองกระจุกตัวใกล้พื้นดินมากกว่าช่วงกลางวัน ทำให้ค่าที่ตรวจวัดได้สูงขึ้นชั่วคราว และเกิดภาพ “อากาศขมุกขมัว”
ความชื้นสูง ทำให้ฝุ่นดูหนาและฟุ้ง เช้านี้หลายพื้นที่ มีความชื้นสัมพัทธ์สูง ฝุ่น PM2.5 สามารถดูดซับไอน้ำ ทำให้อนุภาคฝุ่น “พองตัว” ผลคือ มองเห็นท้องฟ้าขมุกขมัว แม้ค่าฝุ่นจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

เมื่อเราต้องอยู่กับฝุ่นจึงต้องเรียนรู้และป้องกัน
เนื่องจากฤดูฝุ่นจะมาในช่วงเดือน พ.ย.-มี.ค.ของทุกปี และจากโครงการนักสืบฝุ่นของ กทม.ที่ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ศึกษาต้นตอของฝุ่นในพื้นที่ กทม. จนทำให้รู้ว่าสาเหตุหลักๆ เกิดจาก 3 ประการ คือ สภาพอากาศปิด การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการเผาชีวมวล (การเผาไหม้การเกษตร) ทำให้ กทม.ยกระดับ 10 มาตรการเพื่อควบคุม ลด และขจัดฝุ่น PM2.5 นอกจากนี้ กทม. ใช้ระบบ Cell Broadcast ในการแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 โดยระบบดังกล่าวจะทำการแจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่เขตที่ตรวจพบค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ เกิน 75 มคก./ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงเท่านั้น นอกจากนี้ กทม. ได้มีการทบทวนขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) โดยปรับลดรอบการคำนวณค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองจากเดิม 24 ชั่วโมง เป็น 12 ชั่วโมง และกำหนดรอบการส่งข้อความแจ้งเตือน 3 รอบ ได้แก่ เวลา 07.00 น. 12.00 น. และ 17.00 น. เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มการแจ้งเตือนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อรองรับชาวต่างชาติ

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุ จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของ กทม.ในภาพรวม ทั้งนี้เราก็ยังคงต้องทำงานหนักต่อไป กทม.มีมาตรการต่างๆ ที่ออกมาช่วยทำให้ค่าฝุ่นดีขึ้น ด้วยความตั้งใจจริง และจริงจังในการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องขอขอบคุณทุกๆ หน่วยงาน ทุกๆ ภาคส่วน ที่ได้ให้ความร่วมมือกับ กทม. เชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ค่าฝุ่นของปีนี้ที่สถานการณ์ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมามาก กทม.เองจะยังไม่หยุดพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้มีอากาศสะอาดต่อไป.

ทีมข่าวชุมชนเมือง



