ประเด็นที่ร้อนสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้น “นายวิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยว่า พบว่ามีการเบิกถอนเงินสดจำนวนมากในระดับตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงกว่า 200-250 ล้านบาท บางกรณีมีการเจาะจงขอเป็นธนบัตรใบละ 500 บาท เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับการทำธุรกรรมทั่วไป ธปท. จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินและหากพบความผิดปกติ จะส่งข้อมูลต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะส่งต่อให้ กกต. ด้วย พร้อมย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางการเมืองหรือการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์

หลายคนเลยมีคำถามว่า การถอนเงินจำนวนเงินดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ซื้อเสียงหรือไม่ และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีบทบาทในการตรวจสอบอย่างไร โดย “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ชี้แจงถึงความคืบหน้าการรายงานข้อมูลการเบิกเงินสด 250 ล้านบาท จาก ธปท. ว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ช่วงเย็น ธปท. ได้ส่งข้อมูลมาให้แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลของลูกค้าในสาขาธนาคารพาณิชย์ ส่วนตัวบอกได้เพียงว่า มีลูกค้า 6 ราย ที่เบิกถอนเงินผิดปกติ จึงได้ส่งต่อให้งานด้านสืบสวน ไปดูเรื่องความสัมพันธ์ ว่า มีเกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอย่างไ ร ตลอดจนเบิกเงินมาทำอะไร ซึ่งการเบิกเงินครั้งนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิขายเสียงก็ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย แต่หากเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือนักการเมืองคนใด ตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยวันที่ 2 ก.พ. นี้ จะมีการเสนอเรื่องนี้ให้กับ กกต. ได้รับทราบ
เมื่อถามย้ำว่าเงินก้อนดังกล่าวจะเข้าข่ายหรือมีความสูงเสี่ยงจะนำไปใช้ซื้อสิทธิขายเสียงหรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ไม่ว่าเงินจะมีจำนวนมากขนาดไหนหากหาความสัมพันธ์ไม่ได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการนำไปใช้ทำธุรกิจก็ได้ ซึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกับ ปปง. ด้วย โดยจะดูเรื่องที่มาของเงิน
จากนี้คงต้องดูกระบวนการสอบสวน การแกะรอย ผู้เบิกเงินทั้ง 6 ราย จะมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับนักการเมืองรายใดหรือไม่ เงินดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์เพื่ออะไร แต่ที่น่าสนใจคือความเห็นของนักแฉคนดัง “นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ระบุว่า ถ้าเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงเลือกตั้ง คงเบิกไปก่อนหน้าแล้ว

ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเข้ามาสานงานต่อภายหลังการเลือกตั้ง หลังทั้งสองประเทศเกิดปัญหาปะทะสองครั้งจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไร โดย “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว “ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างเป็นทางการที่ประเทศฟิลิปปินส์ ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีร่วมกับ รมว..ต่างประเทศจาก 4 ชาติสมาชิกอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ นอกรอบการประชุม ว่า ประเด็นความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมา สอบถามด้วยความห่วงใย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศความมั่นคง และเอกภาพของภูมิภาคในภาพรวม โดยเพื่อนสมาชิกอาเซียนต่างแสดงความคาดหวังและต้องการเห็นสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาคลี่คลายลงโดยเร็ว
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 30 ม.ค. กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ที่กองทัพภาค 2 รายงานว่า ที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อเวลา เวลา 20.10 แฟร์สะดุด ป้องกัน ฐป.ทมอฉัตร ทำงาน เกิดการส่องสว่าง คาดว่า กองทัพกัมพูชามีการเดินผ่าน ช่องทางเข้าหากำลังฝ่ายเรา จากนั้นเมื่อเวลา 21.00 น. ได้ยินเสียงยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. ไม่ทราบจุดขึ้น ตรวจการเห็นจุดตกบริเวณทิศตะวันออก ฐป.ภูผาเหล็ก หลังจากนั้นตรวจพบการส่องไฟคล้ายการค้นหาสิ่งของ และ ปรากฏเส้นเรืองแสงเป็นเส้นตรง คล้ายเลเซอร์ชี้เป้ามายัง ฐป.ภูผาเหล็กฝ่ายไทยจึงได้ยิงแจ้งเตือนตามเหตุการณ์ หลังจากนั้นเสียงปืนสงบ. โดย ผู้บัญชาการทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีการประสานงานแก้ไขปัญหา เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะกะทันหัน ไม่มีการเตรียมการ จึงคาดว่าเป็นการเสียวินัยของทหารกัมพูชา นั่นหมายความว่า ปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน ยังไว้วางใจไม่ได้อาจเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดได้ตลอดเวลา

ขณะที่ในระหว่าง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ ในพื้นที่ กทม. เป็นครั้งแรกว่า “ผมไม่ใช่หลานอังเคิล เพราะไม่ใช่หลานอังเคิล จึงไม่มีวันที่จะยอมตามความต้องการของอังเคิล ที่อยู่นอกประเทศอย่าว่าแต่อังเคิลที่อยู่นอกประเทศ แดดดี้ที่อยู่ในประเทศ ผมก็ไม่ทำตาม ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ได้รับประโยชน์นั้น ถ้าประโยชน์ไม่ได้เกิดขึ้นกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่รักและบูชาของผม” และกล่าวอีกว่า การที่รัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาลงเฟซบุ๊ก โพสต์ข่มขู่พวกเราว่า
ถ้าไม่อยากให้มีสงครามรอบ 3 ต้องไม่เลือกผม ไม่เลือกพรรค ภท. และยังทำตัวเป็นหัวคะแนนแนะนำให้คนไทยเลือกอีก 2 พรรค ถ้าพี่น้องคนไทยอยากได้รัฐบาล และนายกฯ ที่เขมรเลือกให้ ก็ไปกา 2 พรรคโน่น รัฐบาลพรรค ภท. เป็นรัฐบาลของคนไทย 100% เป็นรัฐบาลที่ไม่ติดหนี้บุญคุณคนต่างชาติ เป็นรัฐบาลที่ถ้าไม่ใช่ประโยชน์ของประเทศไทย เราจะไม่มีวันเห็นอกเห็นใจ เข้าอกเข้าใจ และไม่มีวันเป็นพวกเดียวกันกับเขา เรายินดีที่จะเป็นฝั่งตรงข้าม

ทำให้ “น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล” รองเลขาธิการพรรค พท. ออกมาให้ความเห็นกรณี นายอนุทิน กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินี กทม. ระบุไม่ใช่หลานอังเคิล จึงไม่มีวันทำตามความต้องการของอังเคิลที่อยู่นอกประเทศ ว่า อยากฝากถึงกองเชียร์พรรค ภท. เมื่อการเลือกตั้งเข้าสู่โค้งสุดท้าย กระแสของพรรคที่ท่านเชียร์อาจอ่อนแรงลงหรือไม่ เลยเป็นเหตุให้แคนดิเดตนายกฯ ของพวกท่านหยิบยกประเด็นชาตินิยมขึ้นมาใช้ หรือสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวเกี่ยวกับสงคราม เพื่อเรียกคะแนนเสียงให้กับตนเอง
น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า วิธีนี้เป็นมุกเก่าที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้ทันกันดี ครั้งแรกอาจพอเข้าใจได้ แต่ครั้งที่สองหลังเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผล ตนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ถูกนำกลับมาใช้อีกเป็นครั้งที่สาม แทนที่นายอนุทินจะนำเสนอวิสัยทัศน์ และนโยบายต่อประชาชนในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กลับหลีกเลี่ยงเวทีดีเบต แต่เลือกใช้การปลุกเร้าความหวาดกลัวแทน จนทำให้ตนอดตั้งคำถามถึงความพร้อมและคุณสมบัติในการเป็นผู้นำประเทศไม่ได้จริงๆ

ด้าน “นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นกรณีที่มีบางพรรคการเมืองนำเรื่องความมั่นคงและสร้างกระแสความรักชาติมาใช้ในการรณรงค์หาเสียงว่า แต่ละพรรคสามารถหยิบยกประเด็นอะไรก็ได้ และตนคิดว่าอยากให้ประชาชนดูตามความเป็นจริง รวมถึงใช้เหตุและผล ก็จะเห็นว่าคนไทยทุกคนก็หวงแหนแผ่นดินอยู่แล้ว ส่วนวิธีการที่จะจัดการกับเรื่องนี้อาจแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีร่องรอยอยู่ในโลกดิจิทัลอยู่แล้วว่าใครพูดอะไรไว้บ้าง จึงสามารถไปดูในอดีตได้ว่าใครมีความเหมาะสมที่จะจัดการเรื่องนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนี้ต้องรอดูพรรคต่างๆ จะชูแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบุคคลที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงต่างประเทศ จะมีความโดดเด่นเทียบเท่ากับ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประทศคนปัจจุบัน ซึ่งได้รับการยอมรับ ทั้งจากในและนอกประเทศ รวมการที่หัวหน้าพรรค ภท. นำประเด็นเรื่องความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน จะถูกวิจารณ์ว่าใช้กระแสเรื่องชาตินิยมมาใช้ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่
“ทีมข่าวการเมือง”



