เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น พรรคประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 พรรคประชาชน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียง โดยมีประชาชนมารับฟังการปราศรัยจำนวนมาก

นายวิโรจน์ กล่าวช่วงหนึ่ง ถึงนายสุทิน คลังแสง ที่ปราศรัยโจมตีพรรคประชาชนเกี่ยวกับประโยค “ทหารมีไว้ทำไม” ว่า เวลาบอกว่ารักหรือไม่รักทหาร ต้องไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่โหนทหารเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง แต่ต้องดูกันยาวๆ ที่การกระทำ ไม่ว่าพรรคสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว คุณทำอะไรเวลาทหารชั้นผู้น้อยโดนรังแก มีแต่พรรคสีส้มที่คอยไปยืนด่านหน้าปกป้องพวกเขา เราสนใจความยุติธรรม ดาวบนบ่าต้องมีไว้ให้ทำหน้าที่ ไม่ได้มีไว้รังแกทหารชั้นผู้น้อย และนี่คือจุดยืนของพรรคประชาชน

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นทหารที่ทุจริต ทหารที่รังแกประชาชน ทหารชั้นผู้ใหญ่ที่กระทืบทำร้ายทรมานทหารชั้นผู้น้อย การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ไม่โปร่งใส เอาของห่วยมาให้แนวหน้าใช้ ให้เขาไปเสี่ยงตาย แบบนี้วิโรจน์ทนไม่ได้ ปล่อยผ่านไม่ได้ ที่ผ่านมา ต้องขอบคุณนายพลนายพันนายทหารน้ำดีที่มีอยู่เต็มกองทัพ ที่ให้ความไว้วางใจทำงานร่วมกับเราเป็นอย่างดี ดังนั้น ถ้าอยากได้รัฐบาลที่ทำงานอย่างมืออาชีพกับทหาร อยากเห็นทหารชั้นผู้น้อยได้รับการดูแลให้มีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่ดี ไม่ถูกรังแก นายทหารชั้นนายพลนายพันที่ตั้งใจทำงานได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ทำกองทัพให้เป็นกองทัพมืออาชีพ เป็นกองทัพที่ปกป้องอธิปไตย เป็นกองทัพของประชาชน 8 กุมภาพันธ์กาได้พรรคเดียว กาพรรคประชาชนสองใบ แล้วตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ช่วงนี้จู่ๆ ก็มีคนทำตัวเป็นหัวคะแนนธรรมชาติให้พรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนายแสวง บุญมี เลขาธิกา รกกต. ที่ไม่รู้ให้สัมภาษณ์ออกมาได้อย่างไรว่า “ถ้าไม่เชื่อมั่นในกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” อีกคนคือ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม  วันก่อนบอกว่าพรรคประชาชนแม้ได้ที่หนึ่งก็ไม่มีวันได้จัดตั้งรัฐบาลถ้าคะแนนไม่ห่างพอ ดังนั้น วันที่ 8 ก.พ.นี้  พวกเราต้องอย่าทำให้เขาสมหวัง ออกไปเลือกตั้งกันให้ถล่มทลาย กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ให้พรรคประชาชนชนะเป็นอันดับหนึ่ง และมากเกินกว่าอันดับสอง 50-60 ที่นั่งไปเลย 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ขอให้เวลาที่เหลืออยู่ ทุกคนช่วยกันสวมวิญญาณหัวคะแนนธรรมชาติ ช่วยกันบอกต่อคนรอบข้างให้เลือกพรรคประชาชนให้เยอะๆ เพราะรอบนี้เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่อยากรออีกต่อไป ลองถามพวกเขาว่าที่ผ่านมาพึงพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ทุกวันนี้แล้วหรือยัง ถ้ายัง รัฐบาลที่ผ่านมาที่วนเวียนกลับมาบริหารประเทศ จะทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ พรรคส้มเป็นพรรคเดียวที่ยังไม่เคยทำงานในฐานะรัฐบาล ให้โอกาสเราได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ดี อีกสี่ปีก็ไม่ต้องเลือกเรา 8 ก.พ. นี้เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่เราจะได้รัฐบาลที่ตรงปก พรรคไหนชนะ พรรคนั้นได้ตั้งรัฐบาล ออกไปเลือกตั้งกันให้ถล่มทลาย กาส้มสองใบและกาเห็นชอบ แล้วตั้งรัฐบาลประชาชนไปพร้อมกัน

ด้านนายปิยบุตร กล่าวว่า ภาคอีสานยังมีนักต่อสู้อีกมากมาย มีนักโทษทางการเมืองที่ถูกจำกัดเสรีภาพอยู่ในคุกเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็นอยู่ถึง 59 คน ที่ไม่มีสิทธิออกมาเลือกตั้งและเห็นชอบประชามติ ไม่ว่าจะเป็นครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, ทนายอานนท์ นำพา ที่เป็นลูกหลานคนอีสาน แล้วยังมีเยาวชนคนรุ่นใหม่อีกหลายต่อหลายคนที่ถูกจำกัดเสรีภาพ แต่ยังคงติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ขอให้ทุกคนช่วยกันปรบมือให้พวกเขาด้วย สถานการณ์ในวันนี้คือการต่อสู้กันระหว่างการเมืองแห่อดีตกับการเมืองแห่งอนาคต การเมืองแห่งความกลัวกับการเมืองแห่งความหวัง ไม่มีหรอกการเมืองสามก๊กสามสี นี่เป็นการวิเคราะห์ที่หยาบเกินไป ถ้าวิเคราะห์จากความคิด การกระทำ ธาตุแท้ และคุณลักษณะของฝ่ายต่างๆ จะเห็นว่ามีแค่สองขั้ว คือการเมืองแห่งอดีตกับการเมืองอนาคต และการเมืองความกลัวกับการเมืองแห่งความหวัง ถ้าวันที่ 8 ก.พ. ผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลออกมาให้บรรดาพรรคที่เคยเป็นมาหมดแล้วได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก ทุกคนจินตนาการได้เลยว่าใครจะได้เป็นรัฐมนตรีบ้าง ก็คือคนที่เป็นตอนปี 2562 และ 2566 คนเหล่านั้นจะกลับมาเป็นอีก คนเหล่านี้จะแก้ไขปัญหาประเทศได้อย่างไร ก็ในเมื่อเป็นไปแล้วสองครั้งยังทำอะไรไม่ได้เลย

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ถึงเวลาที่จะต้องจบการเมืองแห่งอดีตแบบนี้ได้แล้ว แล้วเดินหน้ามาหาการเมืองแห่งอนาคตที่พรรคประชาชนกำลังเริ่มต้นทำให้ดู พรรคประชาชนเตรียมนโยบายเอาไว้ครบถ้วนทุกด้าน มีสัญญากับประชาชนว่าภายใน 100 วันจะทำอะไร ภายใน 1 ปีจะเห็นอะไร ภายใน 4 ปีจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าทำไม่ได้ประชาชนก็ลงโทษไม่ต้องเลือกกลับมาอีก มีผู้บริหารมืออาชีพเป็นรัฐมนตรี ไม่มีระบบมุ้ง อาวุโส กลุ่มทุน โควตาต่างๆ ไม่ซื้อเสียงแต่ใช้วิธีเดินหน้าเข้าหาประชาชน มีแต่คนธรรมดาสามัญหาเช้ากินค่ำ ทุกกลุ่มเข้ามารวมกันอยู่ในพรรคเพื่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สงวนเอาไว้ให้แก่ลูกหลานนักการเมืองเท่านั้น

นายปิยบุตร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีการประลองกำลังกันระหว่างการเมืองแห่งความกลัวและการเมืองแห่งความหวัง การเมืองแห่งความกลัวคือการเมืองของผู้ที่มีอำนาจมายาวนานหลายทศวรรษ ถึงเวลาเริ่มรู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงใกล้จะเกิดขึ้น เริ่มรู้แล้วว่าประชาชนเปลี่ยนไป มีพรรคการเมืองแบบใหม่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เริ่มรู้ว่าตัวเองจะเสียอำนาจ จึงกลัวว่าทรัพยากร ผลประโยชน์ และอำนาจที่ครอบครองมาหลายทศวรรษจะสูญเสียไป จึงทำทุกอย่างเพื่อสกัดขัดขวางคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมให้การเมืองแห่งความหวังได้เดินหน้าต่อไป วิธีคิดของการเมืองแห่งความกลัวคือจ้องทำลาย แต่การเมืองแห่งความหวังต้องการสรรค์สร้างสิ่งใหม่เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า ด้วยความหวังว่าประเทศไทยจะดีกว่านี้ อนาคตลูกหลานจะดีกว่านี้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยต้องดีกว่านี้

“ ทุกวันนี้พวกเขาพูดกันเป็นต่อยหอยว่าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เดี๋ยวก็โดนยุบพรรค ตัดสิทธิ เมื่อไรที่ประชาชนลุกขึ้นมาสู้เขาก็ตบเราลงไป ทำแบบนี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่ 8 ก.พ.นี้ คำตอบจึงอยู่ที่ประชาชนว่าจะยอมให้เขาใช้หนังม้วนเดิมซ้ำอีกหรือไม่ จะยอมให้ผู้กำกับภาพยนตร์ยุบพรรค ตัดสิทธิ เดินเรื่องอีกหรือไม่ จะยอมให้บรรดาผู้มีอำนาจสกัดกั้นพรรคประชาชนอีกหรือไม่ ถ้าทุกคนยืนยันว่าไม่ยอมคราวนี้ต้องร่วมกันส่งเสียงในวันที่ 8 ก.พ. ออกมาเลือกพรรคประชาชนให้เกิน 20 ล้านเสียง ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ เป็นเจ้าของใบอนุญาตในการตั้งรัฐบาล ในการแต่งตั้งผู้แทนราษฎรของตัวเอง อย่าให้คนอื่นมาใช้ใบอนุญาตอื่นขัดขวางพวกเรา ถ้าทุกคนกาพรรคประชาชนมากเพียงพอ ใครก็ขวางพรรคประชาชนไม่ได้”นายปิยบุตร กล่าว

ด้านนายพิธา กล่าวว่า กาคราวนี้คือการกาเพื่อเปลี่ยน ให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ถ้ากาแบบเดิมทุกอย่างก็จะเป็นเหมือนเดิม ทุกคนจำได้หรือไม่ในวันที่ตนต้องเดินออกจากสภาผู้แทนราษฎร วันที่พรรคก้าวไกลถูกยุบ ตนคือคนที่ควรที่จะหมดหวังมากที่สุด แต่วันนี้อีกอึดใจเดียว ไม่มีวันไหนที่เราเข้าใกล้เส้นชัยมากเท่าวันนี้อีกแล้ว ถ้าตนยังไม่หมดหวังทุกคนก็ห้ามหมดหวัง มากกว่าคำว่าเสียใจคือคำว่าเสียดายที่ตนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของชาวอีสานคนที่ 30 ที่เสียดายคือไม่มีโอกาสได้รับใช้ชาวอีสานมากกว่า 20 ล้านคน ซึ่งเป็นกว่า 30% ของประชากรไทย บนผืนดินกว่า 170,000 ตร.กม. ของแผ่นดินไทย 500,000  ตร.กม.  แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรของชาวอีสานอยู่ที่ 80,000 บาทต่อคนต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศไทย 240,000 บาท

นายพิธา กล่าวต่อไปว่านั่นคือเหตุผลที่ตนเคยคิดไว้ว่าถ้าวันหนึ่งตนได้เข้าไปที่เป็นรัฐบาล จะทำนโยบายอีสานสองเท่า ทำให้คนอีสานรวยขึ้นสองเท่า แต่ตนก็ไม่มีโอกาสนั้น วันนี้จึงมาบอกต่อทุกคนขอให้ช่วยกันกาให้ทั้ง 11 คนเข้าสภา สองใบม้วนเดียวจบ ให้ผลการเลือกตั้งกับการตั้งรัฐบาลตรงปกกันเสียที ตนอยากเห็นคนอย่างนายณัฐพงษ์  น.ส.ศิริกัญญา  และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน เข้าไปสานต่อภารกิจของพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 นั่นคืออีสานสองเท่า เราต้องการเพิ่มรายได้ให้คนอีสานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2575 วันนั้นตนไม่มีโอกาสได้ทำ ขอโอกาสให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนเข้าไปทำแทนได้หรือไม่

นายพิธา กล่าวอีกว่า  เมื่อเช้าตนได้เห็นข่าวว่าที่ขอนแก่นมีการซื้อสิทธิขายเสียง อีสานจะสองเท่าไม่ได้ รายได้ของคนอีสานจะขึ้นเป็นสองเท่าไม่ได้ ถ้าไม่กาส้มทั้งสองใบให้มี สส. เขตมากๆ ชาวอีสานมากกว่า 20 ล้านคนเป็นคนมีศักดิ์ศรีและจะไม่ยอมให้ใครมาซื้อสิทธิขายเสียงใช่หรือไม่ ที่เขาให้คือ 1,000-2,000 บาท ถ้าทุกคนกาให้คนซื้อเสียงเขาจะอยู่ 4 ปี ตกปีละ 500 บาท ตกอยู่วันละ 1.30 บาท อนาคตของลูกหลานท่านมีค่ามากกว่านั้นเยอะ ศักดิ์ศรีของคนอีสานมีค่ามากกว่าวันละ 1.30 บาทเยอะ ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับสามเหลี่ยมหัวกลับแบบพรรคประชาชน ไม่เอาแล้วประเทศไทยที่เป็นสามเหลี่ยมพีระมิด กาเพื่อเปลี่ยน เอาสามเหลี่ยมลงมา เอา สส. เขตจากอีสานให้พรรคประชาชน ส่งเท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล แล้วเราจะเปลี่ยนภาคอีสานไปด้วยกัน.