รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำมหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย กล่าวว่า การบวชเรียนตั้งแต่เด็กเป็นวัฒนธรรมประเพณีของไทยมาช้านาน อาจจะเป็นเพราะการเรียนเขียนอ่านจำกัดอยู่เฉพาะวังและวัดเท่านั้น เมื่อรัฐแยกการศึกษาเอาไปจัดเอง ก็ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและให้บริการทางการศึกษาแก่ราษฎรได้อย่างทั่วถึง ในรอบ 100 ปีมานี้ ราษฎรชนบทที่มีฐานะยากจน เมื่อบุตรหลานเรียนจบภาคบังคับชั้นประถมศึกษา เมื่อไม่สามารถส่งเรียนต่อมัธยมศึกษาได้ ก็ให้บุตรหลานบวชเป็นสามเณรเรียนหนังสือ เพราะฐานะครอบครัวยากจน ซึ่งตนก็อยู่ในเหตุผลนี้ เมื่อเรียนจบประถมมีทางเลือกเดียวเท่านั้น คือ บวชเรียน

รศ.ดร.เวทย์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐได้ตราพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 สาระสำคัญว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับจำนวน 9 ปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่ 7 เข้าเรียนในสถานศึกษาพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่ 16 และมีกฎหมายออกตามมากำหนดเพิ่มอีก 2-3 ฉบับ สถิติจำนวนผู้บวชสามเณร มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ จากตัวเลขเมื่อปี 2547 หลังบังคับใช้กฎหมาย 2 ปี มีสามเณรทั่วประเทศ จำนวน 76,352 รูป ผ่านมา 12 ปี ตรวจตัวเลขปี 2559 มีสามเณรทั่วประเทศ จำนวน 59,587 รูป ลดลง 16,765 รูป เฉลี่ยลดลงปีละประมาณ 1,395 รูป ถ้าปริมาณตัวเลขเป็นไปตามนี้ ภายในไม่ถึง 45 ปี จะมีตัวเลขสามเณรในประเทศไทยไม่เกิน 500 รูป และจากการตรวจสอบล่าสุด เมื่อปี 2569 มีสามเณรในประเทศไทยเหลือเพียงประมาณ 30,000 รูป เท่านั้น

รศ.ดร.เวทย์ กล่าวอีกว่า คำถามสำคัญที่พวกเราชาวพุทธต้องตอบให้ได้คือ หายไปไหน และอนาคตของพระศาสนา ผู้จะดำรงตำแหน่งประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ของไทย ล้วนผ่านการครองเพศเป็นสามเณรทั้งสิ้น ควรรีบสร้างสามเณรวันนี้ เพราะท่านคือ สมเด็จพระสังฆราชในอีก 70-80 ปี ข้างหน้า แม้เชื่อว่าสามเณรจะลดลงตามอัตราภาวะประชากรที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามเณรที่เหลืออยู่ ที่เราช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงวันนี้ อีก 50-60 ปี ท่านจะเป็นสมเด็จพระราชาคณะ สมเด็จพระสังฆราช ต่อไป