วันที่ 23 ก.พ. ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ทันทีที่ศาลสหรัฐไม่ให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เก็บภาษีนำเข้าประเทศคู่ค้าทั่วโลก นั้น ทรัมป์ ได้ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 15% แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาครองเกรส แม้ว่าไทยจะยังไม่ถูกเก็บภาษี 19% แต่มีความไม่แน่นอนจากอีกหลายเครื่องมือที่ทรัมป์จะใช้ขึ้นภาษีได้

ทั้งนี้ หลังจากนี้ต้องจับตาวิกฤติภาษีสหรัฐ เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก ลงทุน ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐ จะใช้มาตรา 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย

สำหรับผลประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1.ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2.ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ ชะลอตัว จากภาวะ wait and see ของนักลงทุน 3.ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก

ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน มาตรา 301 อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

“ที่ทรัมป์ทำแน่ๆแต่ยังใช้เวลา คือ มาตรา 301 ที่เคยทำกับจีน อ้างบิดเบือนค่าเงิน ไม่สามารถตรงไปตรงมาในด้านการค้า นอกจากนี้ มาตรา 201 เหล็ก อะลูมิเนียม เป็นสินค้าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ยุทโธปกรณ์ และอาจมียา รถยนต์ หรือสินค้าอื่นๆ แม้จะใช้การขึ้นภาษีไม่ได้ แต่ยังมีช่องทางอื่นๆ ที่จะทำ แค่ต้องใช้เวลา”