ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบนเวทีสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 “ฝ่ามรสุม ปี 69” ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “จะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีก” หรือ Never Normal ความผันผวนและความไม่แน่นอน จะอยู่กับเราอย่างน้อยอีก 3 ปีข้างหน้า ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้น ทั้งในมิติการค้า การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์

ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นสงครามการค้าโลกยกที่สอง ต่อเนื่องจากความตึงเครียดในปี 2568 แม้หลายฝ่ายประเมินว่า Trump Tariffs หรือภาษีทรัมป์ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติผลลัพธ์กลับไม่เลวร้ายเท่าที่คาด ตลาดทุนไม่ได้ทรุดตัวอย่างที่วิตกกัน เศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง และแนวโน้มดอกเบี้ยโลกยังมีโอกาสปรับลดลงต่ออีกระยะหนึ่ง 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งไม่ได้จบลงง่าย ๆ มีแนวโน้มลุกลามเป็นทั้งสงครามการค้าและสงครามการเงิน จีนลดการถือครองดอลลาร์ (ลดลงครึ่งหนึ่ง) และเพิ่มการสะสมทองคำในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการจัดระเบียบระบบการเงินโลกใหม่ ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเดินหน้า แม้มีความตึงเครียด แต่เศรษฐกิจโลกโดยรวม สินทรัพย์ และตลาดทุนกลับไม่แสดงความกลัว และยังคงเติบโตได้ดี รวมถึงดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำ (คาดว่าจะลดลงและทรงตัวอีก 1-1.5 ปี) ซึ่งเอื้อต่อการเก็งกำไรในสินทรัพย์

ทั้งนี้ ในบริบทโลกที่ผันผวน เศรษฐกิจไทยกลับเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่า โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5-2.0% ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่เติบโตเฉลี่ยราว 5%

คำถามสำคัญคือ เหตุใดไทยจึงโตได้เพียง 2% ทั้งที่อดีตเคยเติบโตเกิน 10% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “บุญเก่า” ที่เคยสะสมไว้ กำลังหมดลง ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจหลักกำลังอ่อนแรง การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เช่น มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย (คนละครึ่งพลัส) อาจไม่เพียงพอหากไม่เร่งปรับฐานรากใหม่

ภาคอุตสาหกรรม หลักอย่างยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเดิมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ เปรียบเสมือน “คนแก่ที่กำลังป่วย” รุ่นเก่ากำลังทยอยหายไป ขณะที่รุ่นใหม่ยังไม่แข็งแรงพอจะทดแทนเต็มที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่องอีก 2-3 ปี จนกว่าการเปลี่ยนผ่านจะเสร็จสมบูรณ์ แม้จะมีสัญญาณบวกจากการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น BYD ซึ่งช่วยพยุงภาคการผลิตบางส่วน แต่ภาพรวมยังต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน

ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตบนฐานการก่อหนี้ ทำให้เกิดความอ่อนแอจากภายใน ข้อมูลสินเชื่อสะท้อนภาพที่น่ากังวล สินเชื่อผู้บริโภคและสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ หนี้ที่อยู่ในกลุ่ม Stage 2 เริ่มขยับสูงขึ้น แม้ยังไม่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) แต่สะท้อนความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้นอกระบบยิ่งน่าห่วง 

จากการสำรวจประชาชน 4,800 คน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งมีหนี้นอกระบบ โดยคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงกว่า 40% ต่อเดือน และกระจายอยู่ในทุกอาชีพ ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นโจทย์สังคมระยะยาวที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง

แม้เครื่องยนต์ภายในจะอ่อนแรง แต่ภาคส่งออกยังเป็นความหวังสำคัญ สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI การส่งออกของไทยไปทั้งจีนและสหรัฐยังเติบโตได้ดีท่ามกลางความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ช่วง 7 สัปดาห์แรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากว่า 125,000 คน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นราว 30% สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาค

สำหรับข้อสังเกตการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดย FDI เพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าปกติถึง 4 เท่า และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก 2 ปีข้างหน้า

อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์, PCB (ตั้งเป้าเป็น Top 5 ของโลก), หุ่นยนต์, ศูนย์ข้อมูล (Amazon, Google, TikTok), Cloud Service, Green Energy และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Hub: ไทยกำลังกลายเป็นฐานการผลิตและจำหน่าย EV ที่สำคัญ (เกือบ 50% ของยอดขายรถยนต์ใหม่เป็น EV/Hybrid) ทดแทนอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่กำลังเสื่อมถอย

สร้าง New Economic Core: การลงทุนเหล่านี้กำลังสร้าง “แกนกลางเศรษฐกิจใหม่” ให้กับประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว คล้ายกับที่การลงทุนจากญี่ปุ่นเคยสร้างแกนหลักของเศรษฐกิจไทยในอดีต

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 60% ของ GDP ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคในประเทศยังอ่อนแอ สังคมสูงวัยและปัญหาหนี้ครัวเรือนยิ่งซ้ำเติมความเปราะบาง 

ข้อเสนอ “3 คาถา สู่ความอยู่รอด” ได้แก่ 

  • มองโลกตามความเป็นจริง (Be Realistic) 
  • มองให้เห็นทางออกและโอกาส
  • เมื่อตัดสินใจแล้วต้องลงมือทำทันที

ที่มาข้อมูล เวทีสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 “ฝ่ามรสุม ปี 69” เมื่อวันที่ 24 ก.พ.69