สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า ศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของกองทัพสหรัฐ (เซนต์คอม) ออกแถลงการณ์ ว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่าน ภายใต้รหัส “มหากาพย์พิโรธ” (Epic Fury) ดำเนินเข้าสู่วันที่ 4 โดยยังคงเป็นการเน้นทำลายโครงสร้างทางทหารและที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตลอดจนศูนย์บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี)

ขีปนาวุธเหนือท้องฟ้าในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์


ขณะที่ไออาร์จีซีตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างทางทหาร และการทูตของสหรัฐ ในหลายประเทศแถบตะวันออกกลาง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และบาห์เรน ต้องเร่งสกัดการโจมตี

ความเสียหายภายในโรงพยาบาลกานดี ในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ซึ่งเป็นผลจากการโจมตีโดยสหรัฐและอิสราเอล

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ ประณามการที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีโรงพยาบาล และพระราชวังโกเลสถาน ซึ่งเป็นมรดกโลก จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก


พล.อ.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ แถลงว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐที่มีต่ออิหร่าน ซึ่งเปิดฉากเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา “ไม่ใช่ปฏิบัติการชั่วข้ามคืน” โดยเป็นภารกิจที่ “ต้องใช้เวลาในการบรรลุเป้าหมาย” ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่า “อาจมีความสูญเสียเพิ่มเติม”

อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อลดความสูญเสียของฝ่ายสหรัฐให้เหลือน้อยที่สุด โดยตอนนี้ ทหารอเมริกันเสียชีวิตในสมรภูมิเพิ่มเป็นอย่างน้อย 6 นาย

เครื่องบินขับไล่ เอฟ/เอ-18เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ต ของกองทัพสหรัฐ กำลังลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น”

ชาวอิสราเอลในเมืองเบตเชเมช หมอบราบกับพื้นขณะเสียงไซเรนเตือนภัยขีปนาวุธดังสนั่น ท่ามกลางการโจมตีจากอิหร่าน


ขณะเดียวกัน พล.อ.อ.เคน กล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีที่รวดเร็วและแม่นยำ ส่งผลให้สหรัฐสามารถ “ครองความได้เปรียบทางอากาศในพื้นที่” เหนืออิหร่าน ซึ่งจะช่วยคุ้มกันกองกำลังและเปิดทางให้ปฏิบัติการเหนือแผ่นดินอิหร่านดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐยังคงเดินหน้าเสริมกำลังชุดใหญ่เข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ทหารหลายพันนายจากทุกเหล่าทัพ เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 และ 5 เช่น เอฟ-35 และเอฟ-22 หลายร้อยลำ พร้อมเครื่องบินเติมน้ำมันอีกหลายสิบลำ

ประชาชนสำรวจซากปรักหักพังของอาคารที่พักอาศัย ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของสหรัฐ ใกล้กับจัตุรัสนีลูฟาร์ ในกรุงเตหะราน


ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า เป้าหมายของสหรัฐในการทำสงครามกับอิหร่าน คือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอีกฝ่าย ทั้งในแง่ของฐานการผลิตและฐานยิง ส่วนการตัดสินใจ “ชิงโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตัว” กับอิหร่าน มาจากการที่รัฐบาลวอชิงตันทราบมาว่า อิสราเอลกำลังจะเป็นฝ่ายเปิดฉาก จึงก่อให้เกิดความหวั่นเกรง ว่าอิหร่านจะตอบโต้ใส่ทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐ จึงต้องชิงลงมือก่อนเพื่อลดการสูญเสีย


อย่างไรก็ตาม รูบิโอย้ำว่า “การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” ในอิหร่าน ไม่ใช่เป้าหมายของปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้.

เครดิตภาพ : AFP, REUTERS