จากกรณี ‘สมชัย’ จับมือ ‘กมธ.พัฒนาการเมือง สว.’ จำลองการเลือกตั้งแกะรอย ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’ พบทีมตัวแทนนักสืบเช็กย้อนหลังได้ใครกาเบอร์อะไรครบทั้ง 10 คน ด้าน ‘นรเศรษฐ์’ ยันเจตนารมณ์แค่ศึกษา ไม่เกี่ยวตีความข้อกฎหมาย ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์เกี่ยวกับการติดบาร์โค้ดที่ด้านล่างของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อลงแฟนเพจ “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เผยว่าการใช้บาร์โค้ดลักษณะดังกล่าว ซึ่งเพิ่งมีในการเลือกตั้งปี 2569 อาจทำให้สามารถเชื่อมโยงย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนได้

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “บาร์โค้ด คือ รหัสมรณะ การตัดสินใจให้มีบาร์โค้ดในส่วนล่างของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในการเลือกตั้ง ปี 2569 ที่พิสูจน์ให้เห็นด้วยการทดลองแล้วว่า สามารถเชื่อมโยงกลับไปสืบหาตัวผู้ลงคะแนนได้จริง”

อีกทั้ง “ข้อสรุปที่มองกลับไปยัง กกต. จึงเหลือเพียง 2 ทาง โดยจัดการเลือกตั้งแบบประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยขาดการไตร่ตรอง ขาดการกลั่นกรองจากทั้งสำนักงานและตัวคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า การมีบาร์โค้ดจะนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและคดีต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย”

นอกจากนี้ “การมีบาร์โค้ดดังกล่าว อาจไม่ใช่การประมาทเลินเล่อ แต่อาจกระทำโดยเจตนา ของบุคคล กลุ่มบุคคล ขบวนการ ที่ต้องการใช้บาร์โค้ด เป็นเครื่องมือในการควบคุมการลงคะแนนเสียงที่สามารถตรวจสอบได้ หรือเพื่อใช้วางแผนการเลือกตั้งในอนาคต หากเป็นบุคคลเดียวก็เป็นความผิดเฉพาะตัว หากเป็น 2-4 คน ก.ม.อาญาเรียก อั้งยี่ แต่หาก 5 คนขึ้นไป เรียกซ่องโจร”

อย่างไรก็ตาม “การพิสูจน์ว่า การมีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เป็นการประมาทเลินเล่อ หรือ เป็นเจตนากระทำความผิด จะเป็นขบวนการอั้งยี่หรือซ่องโจรหรือไม่ ต้องพิสูจน์ในศาล โดยต้องมีผู้ฟ้อง กกต. ในคดีอาญา มาตรา 209 ซึ่งศาลจะสามารถเรียกเอกสาร เช่น สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง รายงานการประชุมทุกระดับ รายงานการตรวจรับ บันทึกการให้ความเห็นของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับมาประกอบคำวินิจฉัย ทั้งนี้ อั้งยี่มา ก็อั้งยี่กลับ ฟ้องประชาชนได้ ประชาชนก็ฟ้องกลับได้”

ขอบคุณข้อมูล : ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร