วานนี้ (12 มี.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งเปิดเผยว่า อาการของโรคมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV (Human papilloma virus) อาจใช้เวลานานถึง 20 หรือ 30 ปีจึงจะแสดงอาการออกมา แม้จะมีความรู้เกี่ยวกับสภาวะนี้มากขึ้นแต่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้กลับเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มบางช่วงอายุโดยเฉพาะ 

เชื้อดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดมะเร็งลำคอหรือมะเร็งช่องปากและคอหอยในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หนึ่งในสาเหตุที่รู้จักกันดีที่สุดคือการใช้ปากระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ดังเช่นกรณีของนักแสดงชื่อดัง ไมเคิล ดักลาส ที่เคยเปิดเผยว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งในช่องปากระยะที่ 4 จากสาเหตุนี้ โดยเขาเล่าถึงความทรงจำที่น่ากลัวเมื่อแพทย์ตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเท่าลูกวอลนัทที่โคนลิ้น

สำหรับอาการของมะเร็งลำคอที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ กระพุ้งแก้มที่หนาตัวขึ้น การพบก้อนเนื้อบริเวณริมฝีปาก ปาก คอ หรือลำคอ แผลที่ริมฝีปากหรือในปากที่ไม่ยอมหาย ปื้นสีแดงหรือสีขาวบนเหงือก ลิ้น ต่อมทอนซิล หรือเยื่อบุปาก อาการเสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน เจ็บคอเรื้อรังหรือความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในลำคอ อาการชาที่ปากหรือลิ้น ปวดกรามหรือหู มีอาการปวดหรือเลือดออกในปาก เคี้ยวหรือกลืนลำบาก รวมถึงมีกลิ่นปากเรื้อรัง 

นอกจากนี้ในบางกรณีอาจพบอาการอ่อนเพลียหรือน้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมด้วย

ในขณะที่การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวีและการตรวจคัดกรองช่วยให้อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงลดลง แต่อัตราการเกิดมะเร็งบริเวณต่อมทอนซิล ลำคอ หรือโคนลิ้นที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชนิดนี้กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ชายตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา

ดร. โจสัน โจ ศัลยแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิก จาก UCI Health ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ ระบุว่า จากเดิมที่เชื่อกันว่ามะเร็งชนิดนี้มักเกิดกับชายสูงอายุที่มีประวัติดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด แต่สถิติตั้งแต่ปีค.ศ. 1988 – 2004 กลับพบว่า มีผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในกลุ่มผู้ชายอายุน้อยที่ไม่มีประวัติสูบบุหรี่หรือดื่มสุราเป็นเวลานาน 

ปัจจุบัน เชื้อ HPV กลายเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุดจนแทบจะกล่าวได้ว่าผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศเกือบทุกคนล้วนเคยสัมผัสกับเชื้อนี้

ผลการศึกษาใหม่ที่ได้จากการสำรวจในสหรัฐพบว่า การมีคู่นอนมากกว่า 10 คนช่วยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำคอได้ถึง 4.3 เท่า โดยเชื้อไวรัสอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในลำคอซึ่งมักจะหายไปเองในคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับบางคน เชื้ออาจฝังตัวและพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในอีก 20 ถึง 30 ปีต่อมา 

ดร. โจ เน้นย้ำว่าโรคนี้เป็นสิ่งที่ป้องกันได้เกือบ 100% ด้วยการฉีดวัคซีน โดยแนะนำให้เด็กอายุ 11 หรือ 12 ปีรับวัคซีนก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และทิ้งท้ายว่าหากเด็กชายทุกคนได้รับวัคซีนครบถ้วนก่อนวัยอันควร เราอาจจะไม่ต้องเผชิญกับโรคนี้อีกต่อไป

ที่มา : ladbible.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES