เมื่อวันที่ 25 มี.ค.69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาที่ 6 พรรคการเมืองเสนอเพื่อให้พิจารณาถึงปัญหาของวิกฤติพลังงานและผลกระทบต่อประชาชน  

จากนั้นเวลา 21.05 น. ภายหลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวางแล้ว นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย กล่าวสรุปญัตติของพรรคภูมิใจไทย ว่า ตนเชื่อว่าความคิดเห็นที่หลากหลายของเพื่อนสมาชิกที่ครอบคลุมทุกมิตินั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอยากให้กระทรวงพลังงาน และกระทรวงที่เกี่ยวข้องบันทึกคำถามและข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกไว้ แต่อยากให้ทุกคนตั้งสติว่านายวิกฤตนี้แม้ใครจะต้องหวังอะไรก็ตาม หลังการหยุดยิงแล้ว เราต้องใช้ความลำบากยากเย็นอีก 6 เดือนในการซ่อมแซมโครงสร้างต่างๆ  ทางออกที่สภาแห่งนี้เสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติคือ 1.การสื่อสารสอง 2.การใช้เทคโนโลยีแก้ไข 3.โครงสร้างการปรับราคา และ 4.ไอ้โม่งที่คนพูดกันมา  ซึ่งข้อห่วงใยของสมาชิกที่จะเสนอต่อรัฐบาลในวันนี้ ขอให้ท่านนำไปคิดไปทบทวนและปฏิบัติ เชื่อว่าคนไทยทุกคนจะรอดไปด้วยกัน

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวสรุปว่า วันนี้มีเพื่อนสมาชิกลงชื่ออภิปรายไว้ประมาณ 100 คน ถือว่ามากที่สุดตั้งแต่เราย้ายมาทำงานที่นี่ แต่น่าเสียดายที่เมื่อเช็กรายชื่อแล้ว กลับไม่ปรากฏรายชื่อของเพื่อนสมาชิกที่ความจริงแล้วน่าจะมีอำนาจในการแก้ปัญหาได้มากที่สุดคือเพื่อนสมาชิกหมายเลข 456 ที่ชื่อว่า อนุทิน ชาญวีรกูล  หากรัฐบาลต้องการจะแก้ไขวิกฤตความเชื่อมั่นนี้ รัฐบาลต้องหยุดชี้นิ้วโทษประชาชนว่าทำไมจึงไม่เชื่อรัฐบาล แต่ต้องหันมาทบทวนตัวเองและทำให้คำพูดของรัฐบาลน่าเชื่อถือให้ได้ในสายตาของประชาชน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอแนะรัฐบาลอย่างเรียบง่าย 2 ข้อคือ 1.ตนมองว่าประชาชนจะเชื่อมั่นรัฐบาลก็ต่อเมื่อรัฐบาลพูดความจริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายกรณีคำพูดของนายกรัฐมนตรีมันสวนทางกับข้อเท็จจริงที่อยู่ต่อหน้าประชาชน เสมือนเหมือนกับนายกฯ กับประชาชนอยู่บนโลกคนละใบ เมื่อคำพูดของนายกฯ สวนทางกับความเป็นจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนที่ท่านเคยบอกว่าโควิด-19 กระจอก  2 ประชาชนจะเชื่อมั่นรัฐบาล หากเขามั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เข้าใจเหตุผลที่นายกฯ เลือกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม มาเป็นหัวหน้าทีมคณะไล่ตรวจสอบน้ำมัน คงเป็นเพราะนายพิพัฒน์ มีประสบการณ์อย่างยาวนานในแวดวงน้ำมัน แต่ความเชี่ยวชาญหากใช้อย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ประชาชน  จึงอยากเสนอแนะรัฐบาลด้วยความหวังดีว่าประโยชน์ที่นายกฯ เห็นว่าจะได้จัดการตัดสินใจมอบหมายภารกิจครั้งนี้ อาจจะไม่คุ้มกับข้อกังขาที่ประชาชนอาจจะมองว่าผู้กำหนดนโยบายในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

“หากนายกฯ อยากให้ประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านลองเปลี่ยนตัวคนที่มารับผิดชอบจากเรื่องนี้ดีกว่าหรือไม่ หากรัฐบาลพูดความจริงแล้วเอาข้อมูลมายืนยัน หากรัฐบาลไม่เคลียร์ตัวเองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตนเกรงจริงๆ ว่าสิ่งที่จะหมดอาจจะไม่ใช่แค่น้ำมันตามปั๊ม แต่คือความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในสายตาของพี่น้องประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว.