แผนของกูเกิล (Google) ในการจับมือกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เพื่อจ่ายพลังงานให้ศูนย์ข้อมูลในรัฐเท็กซัส กำลังถูกจับตา หลังข้อมูลโครงการถูกเปิดเผยผ่านงานวิจัยของคลีนวิว (Cleanview) และบริษัทออกมายืนยันว่ามีความเกี่ยวข้องจริง แม้ยังไม่มีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการก็ตาม

The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยข้อมูลในรายงานที่ระบุว่า โรงไฟฟ้าดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของรัฐเท็กซัส โดยถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลที่มีชื่อว่า ‘Goodnight’ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกูเกิล กับ ครูโซ เอ็นเนอร์จี (Crusoe Energy) ผู้พัฒนาโครงการหลักที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 933 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีแผนผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในศูนย์ข้อมูลโดยตรง

ข้อมูลจากเอกสารขออนุญาตระบุว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 4.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าการปล่อยก๊าซของทั้งเมืองซานฟรานซิสโก ที่อยู่ราวๆ 4 ล้านตันต่อปี

‘ไมเคิล โธมัส’ ผู้ก่อตั้งคลีนวิว มองว่า นี่เป็นหนึ่งในครั้งแรกๆ ที่เห็นกูเกิลเข้าไปลงทุนโดยตรงในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ บริษัทสร้างภาพลักษณ์ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดมาโดยตลอด

เปลี่ยนวิธีคิด จากซื้อเครดิตสู่สร้างระบบเอง

กูเกิลยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยชี้ว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนจากการซื้อคาร์บอนเครดิต มาเป็นการลงทุนสร้างโครงข่ายพลังงาน หรือ กริด ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ยังมีโครงการพลังงานลมร่วมกับ เซเรนา เอ็นเนอร์จี (Serena Energy) ในพื้นที่เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้อย่างเป็นทางการ และยังอยู่ระหว่างการเจรจา

เอไอเร่งดีมานด์ ดันการปล่อยพุ่ง

เบื้องหลังการเปลี่ยนทิศทางดังกล่าวมาจากความต้องการพลังงานมหาศาลของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลกลายเป็นแหล่งใช้พลังงานหลักของบริษัท

รายงานความยั่งยืนของกูเกิลระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยมีสาเหตุหลักจากการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล และในปี 2023 บริษัทก็ยอมรับว่าไม่สามารถรักษาสถานะความเป็นกลางทางคาร์บอนในการดำเนินงานได้ แม้ว่าจะยังคงตั้งเป้าสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2030

ไคลเมตมูนช็อต

ภายในปี 2025 กูเกิลเริ่มเปลี่ยนการสื่อสารเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ จากเป้าหมายที่ชัดเจน มาเป็นแนวคิด‘ไคลเมตมูนช็อต’ (climate moonshots) หรือโครงการเชิงทะเยอทะยานที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ คล้ายกับโครงการทดลองอื่นๆ ของบริษัทในอดีต ซึ่งรายงานสิ่งแวดล้อมล่าสุดระบุว่า เป้าหมายเหล่านี้มีลักษณะเป็นความมุ่งมั่นเชิงความทะเยอทะยาน มากกว่าพันธะที่จับต้องได้ โดยยอมรับว่าการเติบโตของเอไอสร้างความไม่แน่นอนต่อการควบคุมการปล่อยก๊าซ

บิ๊กเทคแห่พึ่งก๊าซ

แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับกูเกิลเพียงรายเดียว บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ ‘ไฮเปอร์สเกลเลอร์’ (hyperscalers) อย่าง เมตา (Meta), แอมะซอน (Amazon) และ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ต่างหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูลเอไอเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ในรัฐหลุยเซียนาของเมตา หรือศูนย์ข้อมูลหลายแห่งของแอมะซอน รวมถึงโครงการใหม่ของไมโครซอฟท์ที่จับมือกับเชฟรอน เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 2.5 กิกะวัตต์ในเท็กซัส

ไมเคิล โธมัส ชี้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พยายามยึดมั่นในเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และหลีกเลี่ยงการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์กลับเริ่มเปลี่ยนไป

“สิ่งที่เราเห็นคือความตึงเครียดระหว่างการแข่งขันด้านเอไอ กับความพยายามลดการปล่อยคาร์บอน” โธมัสกล่าว