เมื่อวันที่ 8 เม.ย. เวลา 16.50 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ แถลงถึงกรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงการหยุดยิงชั่วคราว ร่วมกับประเทศอิหร่าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ว่า ประเทศไทยและหลายประเทศมองว่าเรื่องนี้เป็นข่าวที่น่ายินดี และคาดหวังว่า ทั้ง 2 ฝ่าย จะใช้โอกาสใน 2 สัปดาห์นี้ เป็นก้าวสำคัญ เพื่อให้มีการหยุดยิงที่ยั่งยืน และถาวร สามารถนำไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลางได้
ฝ่ายไทยอยากให้ข้อตกลงหยุดยิงนี้สามารถนำไปสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืน และนำไปสู่สันติภาพ พร้อมหวังว่า ทุกฝ่ายจะมุ่งสู่โต๊ะการเจรจาอย่างจริงจัง และจริงใจ
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนมีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศโอมานในวันที่ 15-16 เม.ย. นี้ ตามคำเชิญของ รมว.ต่างประเทศโอมาน ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยตนจะได้ขอบคุณฝ่ายโอมานเป็นโอกาสแรกที่ได้ประสานงานในการช่วยเหลือลูกเรือไทยของเรือ “มยุรีนารี” ที่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย 20 คน
“แต่มีข่าวที่น่าเสียใจจากกรณีของลูกเรือไทยของเรือลำดังกล่าว อีก 3 คน เสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ ผมจะไปหารือกับโอมานในฐานะที่โอมานและอิหร่านได้ร่วมกันดูแลน่านน้ำและการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้การเดินเรือเป็นไปอย่างปลอดภัย และหวังว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการหยุดยิงนี้ น่าจะมีการเปิดทางให้เรือสินค้าที่ยังตกค้าง สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งที่ผ่านมา เรือของไทยสามารถผ่านช่องแคบนี้มาได้แล้ว 1 ลำ และมาถึงประเทศไทยแล้ว โดยเป็นเรือของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด”
“แต่ยังเหลือเรืออีก 9 ลำ ที่ยังรอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือที่บรรทุกปุ๋ย ที่ยังรอผ่านด้วย ดังนั้น ตนจึงจะขอให้ช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ ให้เรือไทยทั้ง 9 ลำ สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วย”
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะหยุดยิง 2 สัปดาห์ แต่สถานการณ์ยังมีความผันแปร จึงขอให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ ได้ใช้โอกาส 2 สัปดาห์นี้ รีบเดินทางกลับประเทศไทย โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้นๆ ได้ และหากคนไทยรายใดมีปัญหาด้านการใช้จ่าย ก็ขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย ซึ่งจะมีกองทุนให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ สามารถกลับถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนัดพิเศษอีกครั้ง ในวันที่ 13 เม.ย. นี้ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นโอกาสให้อาเซียนได้หารือร่วมกัน และร่วมมือกันในด้านพลังงาน โดยใช้แรงกระตุ้นจากเหตุการณ์นี้มาร่วมมือกันอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะไม่เฉพาะกับประเทศอาเซียนเท่านั้น เพราะยังมีประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอยู่ด้วย



