ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนสงกรานต์ 2569 พลิกกลับมาอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์ หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือนในระหว่างสัปดาห์รับข่าวข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
เงินบาททยอยแข็งค่าผ่านแนว 32.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ไปทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือนที่ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ฯ สอดคล้องกับทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชียที่ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกรับความหวังว่า สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ อิหร่าน และพันธมิตรของทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพื่อเปิดทางไปสู่ขั้นตอนเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้สถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของต่างชาติ ก็เป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมของเงินบาทในระหว่างสัปดาห์ด้วยเช่นกัน
เงินบาทอ่อนค่าลงบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์ แต่กรอบการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์ฯ ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากตลาดรอติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นระหว่างอิสราเอลและเลบานอน และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ในวันศุกร์ที่ 10 เม.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.12 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.66 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 เม.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 7-10 เม.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 7,319 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 8,513 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 9,275 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 762 ล้านบาท)
สัปดาห์ระหว่างวันที่ 16-17 เม.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.70-32.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ รายงาน World Economic Outlook ของ IMF และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคานำเข้า/ส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนเม.ย. รายงาน Beige Book ของเฟด และตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมี.ค. ของจีน และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมี.ค. ของยูโรโซน



