เมื่อวันที่ 17 เม.ย. น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความในหัวข้อ ความรับผิดชอบของแม่ทัพภาคที่ 4 หลังคำขอโทษ โดยระบุว่า ในระหว่างที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการแถลงร่วมกันระหว่าง พล.ท.อดุลย์ และ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 โดยสาระสำคัญคือ พล.ท.นรธิป ได้ขอโทษประชาชนในพื้นที่ต่อปัญหาการสื่อสารที่ผิดพลาด รวมถึงกรณีการเข้าพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะ ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ ได้ขอให้ประชาชนให้อภัยต่อความผิดพลาดดังกล่าว

การออกมาขอโทษถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม “คำขอโทษ” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้การปฏิบัติหน้าที่ของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งยังมีประเด็นความรับผิดชอบที่ต้องดำเนินการต่อไปอย่างชัดเจน

1) เหตุการณ์ความรุนแรง เช่น กรณีปั๊มน้ำมันระเบิด และมาตรการด้านความมั่นคงภายหลัง โดยเฉพาะการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ จำเป็นต้องมีการทบทวนความเหมาะสมของมาตรการ และการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

2) กรณีการลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ยังคงมีคำถามสำคัญทั้งในด้านประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุ และประเด็นความเชื่อมโยงของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เป็นอิสระ และตรวจสอบได้

3) ผลกระทบจากการสื่อสารของผู้นำในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเข้าใจผิดในระยะสั้น แต่ส่งผลโดยตรงต่อระดับความไว้วางใจของประชาชนในระยะยาว

น.ท.กิตติพงษ์ ระบุต่อว่า ในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ความไว้วางใจ” ไม่ใช่เพียงปัจจัยทางสังคม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของกระบวนการสร้างสันติภาพ การสื่อสารที่คลาดเคลื่อน และเหตุการณ์ที่ไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจน จะยิ่งบั่นทอนทุนความไว้วางใจนี้ลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ความรับผิดชอบหลังคำขอโทษจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การแสดงความเสียใจ แต่ต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 มิติ ได้แก่ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส การแก้ไขและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่มีความรับผิดชอบ หากไม่สามารถดำเนินการในทั้งสามมิตินี้ได้ ปัญหาความไว้วางใจจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่จะขยายตัวเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่อบทบาทของรัฐในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้