อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องทดเอาไว้ในใจก่อนเพื่อรอให้ได้บทสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วหันกลับมามองที่ประเทศไทยซึ่งต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบมากถึงมากที่สุด กับกรณีไฟสงครามที่ถูกจุดขึ้น ในตะวันออกกลาง ด้วยเหตุพลังงาน พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ สินค้า และบริการต่างๆ ไม่เพียงแต่พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ยังส่อแววขาดแคลนอีกด้วย ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงยารักษาโรค

แม้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังจะถือธงนำเข็นพ.ร.ก. กู้เงิน 500,000 ล้านบาทเข้าสภา เพื่อใช้เป็นทุน กู้วิกฤตเยียวยาคนไทย โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐจะสมทบ ในช่วง 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งสามารถช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ระดับหนึ่ง

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ประชาชนเดือดร้อนกันทุกคน หนักสุดหนีไม่พ้น “กลุ่มแรงงาน” ต้องได้รับดูแลโดยกระทรวงแรงงาน ภายใต้การกำกับของ “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน” จากพรรคเพื่อไทย ในห้วงเวลาที่จะวัดกึ๋น วัดฝีมือว่าสร้างสมดุลเอาให้รอดทั้งฝั่งนายจ้าง ลูกจ้าง ในวิกฤติครั้งนี้

เอาว่าระยะอันใกล้ ใน “วันกรรมกรสากล” หรือ “วันแรงงานแห่งชาติ” ที่จะถึงในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ในส่วนของผู้แทนแรงงานจาก 26 สภา และ 1 รัฐวิสาหกิจ รวมเป็น 27 องค์กรจัดกิจกรรมวัแรงงาน ข้อเรียกร้องที่ตกผลึกร่วมกันเป็น 8 ข้อหลัก โดยยึดข้อเรียกร้องเดิมของหลายปีที่ผ่านมาเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม มุ่งเน้นด้านความมั่นคงและสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน อาทิ การให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับบำนาญแล้ว ยังคงได้รับความคุ้มครองต่อในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ,การเพิ่มค่าคลอดบุตรจาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท ,การขยายอายุผู้ที่เริ่มสมัครเป็นผู้ประกันตน จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี ,การยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างไม่เกิน 1 ล้านบาท รวมถึงขอให้จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างกรณีที่นายจ้างปิดกิจการโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และผลักดันให้ไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเรียกร้องมานาน 20–30 ปี

ขณะที่ภาครัฐอย่าง กระทรวงแรงงานต้องมีแง้มๆ ออกมาให้เห็นแล้วว่าของขวัญที่จะให้คนขายแรงมีอะไรบ้าง…เจ้าตัวเพียงบอกสั้นๆ ว่าให้รอฟังพร้อมกันในวันที่ 1 พ.ค.นี้

ก็หวังว่าที่ลิสต์มายาวเป็นหางว่าวนั้นจะมีอะไรว๊าวๆ มากกว่างานประจำที่ฝ่ายลูกจ้าง ข้าราชการประจำเขาทำอยู่แล้ว เพราะดูตามข้อเรียกร้องของแรงงานปีนี้ก็ค่อนข้างละลดเพดานลงแล้ว อย่าง “ค่าแรงขั้นต่ำ” ที่ผ่านมาถือเป็นนโยบายประชานิมที่ทุกพรรคการเมืองชูขึ้นมาหวังเรียกคะแนนเสียงของคนใช้แรงงานกว่า สามสิบสี่สิบล้านคน พอหมดหน้าเลือกตั้งเข้าหน้าวิกฤตคนกลุ่มนี้กลับถูกนึกถึงเป็นลำดับท้าย.