เมื่อวันที่ 23 พ.ค. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. พ.ต.ท.จิรัฎฐวัฒน์ กิจรุ่งเรืองเดช และ ว่าที่ พ.ต.ต.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ สว.กก.4 บก.ป. นำกำลังเข้าทำการจับกุม นายภาคิน (สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี ภูมิลำเนาชาว จ.ลพบุรี ได้ที่บริเวณริมถนนภายในหมู่บ้านบุปผาราม ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลาง นามบัตรและใบปลิวโฆษณาเงินกู้หลากสี (ระบุชื่อ “เฟลม” และ “ไอ้ไข่ เงินทุน”) ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถและกระเป๋าสะพายรวมกว่า 700 ใบ จยย.ฮอนด้า สีแดง-ดำ 1 คัน บัญชีรายชื่อลูกค้า 1 แผ่น และโทรศัพท์มือถือที่บันทึกข้อมูลลูกค้าอีกเป็นจำนวนมาก
สืบเนื่องจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากกลุ่มทุนเงินกู้นอกระบบ ที่นำใบปลิวและนามบัตรมาโปรยทิ้งขว้างตามบ้านเรือน ร้านค้า และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จนเกลื่อนกลาดสกปรก สร้างความสกปรกและทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราหน้าเลือด คือร้อยละ 20 ต่อ 24 วัน หรือคิดเป็น ร้อยละ 304 ต่อปี เช่น หากกู้เงิน 10,000 บาท ลูกหนี้ต้องส่งรายวัน วันละ 500 บาท นาน 24 วัน รวมเป็นเงินถึง 12,000 บาท หากรายใดส่งไม่ทันจะถูกกลุ่มชายฉกรรจ์มาทวงหนี้ในลักษณะข่มขู่สร้างความหวาดกลัว

ที่ผ่านมา เครือข่ายดังกล่าวเคยถูกตำรวจในพื้นที่จับกุมมาแล้วถึง 3 ครั้งภายในรอบปี แต่ก็ยังกลับมาเปิดกิจการเย้ยกฎหมายได้อีก จนชาวบ้านทนไม่ไหว หวั่นมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง จึงเข้าร้องเรียนต่อตำรวจสอบสวนกลางให้เข้ามาล้างบางอย่างเด็ดขาด
จากการสอบสวน นายภาคิน ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ตนเองทำหน้าที่ตระเวนขี่จักรยานยนต์โปรยใบปลิวและเก็บเงินกู้ให้กับเครือข่าย “เงินด่วนทันใจ” โดยมีหัวหน้าสายชื่อ “เฟลม” เป็นผู้ควบคุมดูแล และที่น่าตกใจคือ ผู้ต้องหารายนี้เพิ่งถูกศาลจังหวัดเชียงใหม่ พิพากษาจำคุก 2 ปี และปรับ 150,000 บาท ในคดีเงินกู้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยศาลปรานีให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) แต่สุดท้ายก็ไม่เข็ดหลาบ กลับมาวิ่งรอกปล่อยเงินกู้อีกจนกระทั่งถูกจับกุมในครั้งนี้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้สืบสวนขยายผลเพิ่มเติมจากข้อมูลโทรศัพท์และเส้นทางการเงิน จนพบข้อมูลสำคัญว่า เครือข่าย “เงินด่วนทันใจ” นี้ เป็นขบวนการใหญ่ระดับประเทศ มีนายทุนและศูนย์ควบคุมหลักอยู่ในพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ระยอง โดยใช้วิธีกระจายสาขาไปทั่วทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน ใช้รูปแบบการตลาดแบบเดียวกันทั้งหมด เพียงแค่เปลี่ยนสีนามบัตรและเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปตามแต่ละจังหวัด โดยมี “ผู้จัดการประจำจังหวัด” คอยคุมทีมอีกทอดหนึ่ง
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา ”ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต, ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด, โฆษณาด้วยการทิ้งหรือโปรยใบปลิวในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภี ดำเนินคดีตามกฎหมาย.



