เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่รัฐสภา น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว. แถลงถึงวิกฤติมลพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดน กก สาย รวก โขง ว่า วิกฤติสารพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดนนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ต้นตอมาจากพื้นที่ต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่มีการทำเมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธกว่าพันแห่งที่ไร้การควบคุม ไม่มีระบบบำบัดที่เหมาะสม ทำให้โลหะหนักกว่า 9 ชนิด ทั้งสารตะกั่ว แคดเมียม ถูกปล่อยออกสู่แหล่งน้ำและไหลเข้าสู่ลุ่มน้ำในประเทศไทย ทำให้คุณภาพน้ำในหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ขุ่นข้นผิดปกติ ตรวจพบสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน 9 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่อันตราย ซ้ำยังลุกลามไปถึงลุ่มน้ำโขง เช่น จังหวัดเลย หนองคาย และประเทศลาว สะท้อนว่าเป็นวิกฤติปัญหาระดับภูมิภาค ที่น่ากังวลคือเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสารพิษที่สะสมจะส่งผลต่อสุขภาพประชาชนในระยะยาวหรือไม่ และจะปรากฏขึ้นเมื่อไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ชุมชน และคนในพื้นที่อย่างชัดเจน

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สว. และโครงการ สว.พบประชาชน พบว่าภาคการเกษตรต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย บางพื้นที่ตรวจพบสารปนเปื้อนในแปลงเกษตร ขณะที่เกษตรกรยังคงต้องใช้น้ำต่อไป และยังรอการสนับสนุนด้านการบำบัดและหาแหล่งน้ำทดแทนจากภาครัฐ ขณะที่การท่องเที่ยวโดยเฉพาะผู้ประกอบการแพริมน้ำสูญเสียรายได้หลักแสนบาท เหลือเพียงวันละไม่กี่ร้อยบาท ส่วนภาคประมงพื้นบ้านตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 หลังพบปลาแข้ผิดปกติ ทำให้เชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง และในเดือนนี้คณะกรรมการจังหวัดได้ออกประกาศให้หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในและสัตว์หน้าดินทุกชนิด เพราะเป็นจุดสะสมของสารพิษ ชี้ให้เห็นว่าสารปนเปื้อนเหล่านี้ ได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่แล้ว

น.ส.มณีรัฐ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญที่สุดเรื่องน้ำอุปโภคและบริโภค ประชาชนกว่า 7 หมื่นครัวเรือน ไม่มั่นใจ แม้การประปาส่วนภูมิภาคจะยืนยันว่าน้ำผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต้องแบกรับกับต้นทุนการบำบัดน้ำที่สูงขึ้น และแม้ประปาหมู่บ้านแม้จะมีการติดตั้งระบบนาโนเทคบำบัดน้ำ แต่มีเพียง 5 แห่งจาก 100 แห่ง ส่วนการใช้เทสต์คิตตรวจคุณน้ำบาดาลก็ทำเป็นบางครั้ง ขณะนี้ที่การเร่งหาแหล่งน้ำทดแทนอาจใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี

น.ส.มณีรัฐ กล่าวต่อว่า วิกฤตนี้เป็นปัญหาที่ท้องถิ่นไม่สามารถแก้ไขเองได้ หน่วยงานในพื้นที่ทำได้เพียงการเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบ การแก้ไขปัญหานี้จะต้องอาศัยบทบาทของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายมาตรการการป้องกันเยียวยา และการจัดการกับต้นตอของมลพิษอย่างจริงจัง ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ได้มีการหยิบยกปัญหาแม่น้ำกก รวก สาย และโขง เข้ามาหารือร่วมกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีข้อสั่งการการตรวจสุขภาพ การสื่อสารที่ชัดเจน การเยียวยาแก่ประชาชน และยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ยังไม่มีความชัดเจนใหม่นอกจากการแต่งตั้งคณะกรรมการภัยพิบัติภาคเหนือและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่ยังไม่มีรายละเอียดจึงต้องติดตามกันต่อไป

น.ส.มณีรัฐ กล่าวอีกว่า ขณะที่การเจรจาในระดับรัฐต่อรัฐ บทบาทยังไม่ชัดเจนมากนัก มติ ครม. ในวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ยังมีสถานะการเจรจาอยู่เพียงแค่ขั้นตอนการขอความร่วมมือและจัดทำข้อร่วมมือระหว่างเมียนมา จึงขอเสนอให้ประเทศไทยมีมาตรการทางการทูตเชิงรุก กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน และใช้กลไกความร่วมมือทั้งในระดับอาเซียนและนานาชาติ ล่าสุดสถานทูตออสเตรเลียได้เสนอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหานี้แล้ว

น.ส.มณีรัฐ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ตนขอสนับสนุนหลักการใช้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย เพื่อให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติโดยไม่ปล่อยให้ต้นทุนทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารตกเป็นภาระกับรัฐและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีข้อเรียกร้องมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาระยะสั้น 6 ข้อ ได้แก่ 1.จัดทำงบประมาณให้จังหวัดจัดทำแผนเฝ้าระวังน้ำ ตะกอนดิน ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี 2.งบประมาณจัดตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนักประจำจังหวัด เพื่อให้จังหวัดเชียงรายเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น 3.งบฯ ด้านการจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทน การใช้น้ำประปาทั้งในส่วนแม่น้ำกกและน้ำโขง 4.การจัดหาระบบบำบัดให้ประปาชุมชนตลอดสายน้ำกก รวก สาย โขง 5.จัดหาแหล่งน้ำใหม่และมาตรการบำบัดน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตร และ 6.การเยียวยารายได้ให้แก่ผู้ได้รับกระทบ ทั้งทางด้านภาคการเกษตร การประมง ผู้ค้าท้องถิ่น เช่น ผู้ประกอบการแพปลาหรือปางช้าง

น.ส.มณีรัฐ กล่าวอีกว่า ส่วน สว. ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนตามหลักธรรมาภิบาลและสิทธิมนุษยชน กรณีศึกษาลุ่มน้ำชายแดนของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ เน้นศึกษาตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาลและการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ประชาชนทุกคนพึงมีในการเข้าถึงสิทธิน้ำสะอาดและสภาพแวดล้อมที่ดีตามที่รัฐธรรมนูญ

ด้าน นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวว่า ปัญหานี้ควรจะได้รับความสนใจจากรัฐบาลมากกว่านี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลลงไปช่วยดูแลประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำทุกสายที่ได้รับผลกระทบ วิงวอนไปถึงฝ่ายบริหารทุกท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และขอให้ใช้การทูตเชิงรุกมากขึ้น ใช้แรงกดดันจากซัพพลายเชนต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทใดที่ใช้วัตถุดิบแร่หายากในเหมืองเหล่านี้หรือไม่ เพื่อให้ปรับเปลี่ยนแก้ไข.