เมื่อวันที่ 29 เม.ย. เวลา 14.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) คุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประชุมแนวทางการพัฒนาการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ กลุ่มโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา เครือข่ายการศึกษาอิสลาม สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสมาคมตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการศึกษาในพื้นที่
โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการหารือที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าการศึกษา เป็นภารกิจสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศธ.มีหน้าที่หลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งศธ.ได้รับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับคุณภาพครูเอกชน ครูตาดีกา ครูปอเนาะ และนักเรียน อาทิ การเทียบโอนหลักสูตรและวุฒิการศึกษาให้รวดเร็วขึ้น การอบรมพัฒนาครูและนักเรียน การแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ปัจจุบัน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ศธ.พร้อมสนับสนุนงบประมาณตามความเหมาะสม เพื่อส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่ พร้อมทั้งเห็นว่าการพัฒนาการศึกษาควรเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น รวมถึงข้อเสนอให้มีการแต่งตั้งผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ด้านการศึกษา เพื่อช่วยประสานงานและขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาโดยตรง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีตำแหน่งดังกล่าว
“การหารือในวันนี้ได้รับข้อเสนอที่ดีอย่างมาก เยาวชนในพื้นที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะด้านภาษา ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และสะท้อนคุณภาพด้านการศึกษา ศธ.พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพราะทุกคนในห้องประชุมแห่งนี้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน และเป็นทีมพัฒนาการศึกษาร่วมกัน” นายประเสริฐ กล่าว
ต่อข้ามถึงกรณีข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงนั้น รมว.ศธ.กล่าวว่า จากการตรวจสอบของ สช. ยังไม่เคยมีรายงานเรื่องการบ่มเพาะหรือใช้ความรุนแรงตามที่มีการกล่าวอ้าง ซึ่งการสื่อสารข้อมูลต้องอยู่บนข้อเท็จจริง เพราะข้อมูลที่บิดเบือนอาจสร้างความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ได้
ด้านนายปิยะศิริ กล่าวว่า ศอ.บต. ยินดีเป็นตัวกลางในการสร้างความเข้าใจและประสานความร่วมมือ พร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เพื่อให้สิ้นข้อสงสัยต่างๆ และจากนี้จะขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการตั้งคณะทำงานจะเน้นใช้บุคลากรในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้าใจบริบทและปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างดี เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจังต่อไป



