นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.มัทนา เจริญศรี รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การประชุมดังกล่าว นอกจากอธิบดีและตัวแทนจากกรมต่างเข้าร่วมแล้วยัง มีนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่เจอกันหลังจากมีคำสั่งย้ายนายราเชน ไปนั่งเก้าอีกผู้ตรวจฯ
นายสุริยะ กล่าวว่า ภาคเกษตรไทยกําลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้านจากปัจจัยภายนอก ทั้งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่รุมเร้าในปัจจุบัน ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณ พ.ศ. 2570 จึงจำเป็นต้อง “แม่นยํา ตรงเป้า และเกิดผลจริงกับเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย” โดยในปีงบประมาณ 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งขับเคลื่อน 5 นโยบายหลัก ที่มุ่งไปสู่ เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย คือ
1. ยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภาคเกษตรไทยต้องปรับเปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรนวัตกรรม ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มีความแม่นยำและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร 2. เพิ่มรายได้เกษตรกร นโยบายเร่งด่วนที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการ คือ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี : ปุ๋ยชีวภาพ เป็น 70 : 30 รวมทั้งส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ผลิตและขายสินค้าขั้นปฐมไปสู่การแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องสนับสนุนในเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยน และต้องเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่กฎกติกาการค้าโลกใหม่ ๆ ที่กําลังเกิดขึ้น ทั้งการเข้าเป็นสมาชิก OECD การเข้าสู่ Green Economy ที่เข้มข้นขึ้น : เกษตรมีของดีมากมาย ต้องรักษาคุณภาพ ความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

3. พัฒนาศักยภาพเกษตรกร โดยการต้องยกระดับทั้ง Reskill และ Upskill ให้กับเกษตรกร ไม่เพียงแต่ผลิตได้ แต่จะต้องขายให้เป็นด้วย ต้องส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรจากรุ่นสู่รุ่น และยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มให้เข้มแข็งเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองให้กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และสถาบันเกษตรกรด้วย 4. ขับเคลื่อนตลาดนําการผลิตอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ครบวงจร : กระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่วางแผนการผลิต และผลักดันทูตเกษตรให้เจรจาหาตลาดใหม่ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นพลังสำคัญในการแสวงหาประเทศคู่ค้าและความต้องการตลาดสินค้าเกษตรใหม่ ๆ ได้ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร จะเป็นหน่วยที่กำกับดูแลและสามารถ ดูดซับการนำสินค้าเกษตรไปเป็นวัตถุดิบป้อน เข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเกษตรได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การทำงานต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
และ 5. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน น้ำเป็นเรื่องสำคัญ งบประมาณกว่าร้อยละ 60 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานเป็นหลัก รวมถึงการเตรียมการเพื่อรับมือกับภัยแล้ง และอุทกภัยที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นมาก จำเป็นต้องใช้ข้อมูลและการบริหารจัดการที่แม่นยำ เมื่อมีน้ำเพื่อการเกษตรที่เพียงพอแล้ว การกระจายน้ำไปสู่แปลงของเกษตรกรอย่างทั่วถึง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่กรมชลประทาน ต้องดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย
นอกจากนี้ อีกหนึ่งในนโยบายที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2570 คือ ภาคเกษตรจำเป็นต้องมี “อาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ระดับหมู่บ้าน” ด้วยรากฐานของประเทศที่เป็นประเทศเกษตรกรรม การดูแลภาคการเกษตรเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเกษตรในระดับหมู่บ้านที่จะขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เข้มแข็งและแม่นยํายิ่งขึ้น โดยจะต้องเชื่อมโยง สื่อสาร แจ้งเตือนภัย และประสานการปฏิบัติงานทั้งในเชิงข้อมูล การเฝ้าระวัง และการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อสนับสนุนการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งจะเป็นเครือข่ายเกษตรที่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
“งบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอขอ ถือเป็นการลงทุนที่สร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรของประเทศในระยะยาว เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ลดความเสี่ยง และสามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการเกษตรของประเทศได้อย่างแท้จริง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมที่จะทำงานร่วมกับสำนักงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มุ่งไปสู่เป้าหมาย เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรและประเทศไทยเป็นสำคัญ”



