เมื่อวันที่ 4 พ.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในสถานการณ์ภัยแล้ง โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลประชาชนและภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ จากสถานการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น กรมชลประทานได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อขอความร่วมมือเกษตรกรวางแผนเพาะปลูกอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงดทำนาปรังรอบที่ 2 เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิต พร้อมแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้นที่ทนแล้งได้ดี ควบคู่กับการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำระดมสรรพกำลังลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกินน้ำใช้ สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน และสำรองน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทั่วถึง ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ ลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับ คือการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอในช่วงภัยแล้ง ลดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และภาคการเกษตร รวมถึงมีการปรับตัวอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว.


