เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร  สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยืนยันส่งร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ว่า หลังจากนี้จะต้องนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพื่อหารือยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าว ตนเห็นด้วยกับมติ ครม. เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะได้หายใจด้วยอากาศสะอาด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนกระแสข่าววุฒิสภาจะคว่ำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดนั้น  ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้ เพราะ สว.ทุกคนเห็นตรงกันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพียงแต่ในการพิจารณาต้องคำนึงถึงทุกฝ่าย ทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ในร่างของสภาผู้แทนราษฎรยังมีบางประเด็นที่วุฒิสภาไม่เห็นด้วย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาประเด็นเห็นต่าง แต่เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากที่ผ่านมาได้พิจารณาไปแล้วหลายมาตรา และในชั้นกรรมาธิการก็มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย

นายวุฒิชาติ กล่าวอีกว่า ขณะที่การกำหนดมาตรการต่อผู้ประกอบการต้องให้เวลาปรับตัวอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ตัดสินทันทีจนกระทบภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม แต่หากผู้ประกอบการไม่ปรับตัวก็ยอมไม่ได้เช่นกัน โดยต้องมีการกำหนดมาตรฐานการลดมลพิษเป็นลำดับ รวมถึงบทลงโทษ ค่าปรับ หรือขั้นสูงสุดคือการยกเลิกกิจการ

เมื่อถามถึง ข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายไม่ผ่านเพราะเอื้อกลุ่มทุน นายวุฒิชาติ กล่าวยืนยันว่า ไม่จริงและไม่ควรใช้คำว่าเอื้อนายทุน เพราะการพิจารณาเป็นไปตามเหตุผลและข้อเท็จจริง ต้องคำนึงถึงทั้งประชาชนที่ควรได้รับอากาศสะอาด และผู้ประกอบการที่ต้องได้รับความเป็นธรรม โดยควรกำหนดระยะเวลาปรับตัวประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่