ดร. ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA กล่าวว่า ปัจจุบันโลกต้องเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาปุ๋ยเคมี พลังงาน น้ำ และค่าขนส่ง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งมีต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาก๊าซธรรมชาติโดยตรง ในสถานการณ์เช่นนี้การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็น “กลไกสำคัญ” ที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลกได้
ซึ่ง ARDA มุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ เพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการน้ำ ปุ๋ย และพลังงานอย่างแม่นยำ เพื่อลดการสูญเสียจากกระบวนการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย ภายใต้แนวคิด “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) และ “Smart Farming” ที่สอดคล้องกับทิศทางการเกษตรโลกยุคใหม่ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ARDA ได้คัดเลือกงานวิจัยเด่นที่มีศักยภาพขยายผลเชิงเศรษฐกิจสูง ได้แก่
นวัตกรรม “จัดการน้ำ – ไนเตรทแม่นยำ” ลดต้นทุน 854 บาทต่อไร่ ยกระดับอุตสาหกรรมสับปะรดส่งออกไทย จากปัญหาอุตสาหกรรมสับปะรดปัตตาเวียของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งต้นทุนการผลิตสูง ภัยแล้ง และคุณภาพผลผลิตลดลง โดยในปี 2566 พื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดทั่วประเทศลดลง 4.36% เหลือ 430,958 ไร่ ขณะที่ผลผลิตรวมลดลงเหลือเพียง 1.65 ล้านตัน จากปัญหาราคาปุ๋ย สารเคมี และแรงงานที่สูงขึ้น จนเกษตรกรจำนวนมากลดพื้นที่ปลูกหรือเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า จังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอำเภอบ้านคา เป็นแหล่งปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียสำคัญของภาคตะวันตก แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งและการจัดการน้ำที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผลผลิตกว่า 25–30% ตกเกรด คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้รายได้ไม่แน่นอน
ขณะเดียวกันการใช้ปุ๋ยไนเตรตในปริมาณสูงเพื่อเร่งผลผลิต กลับส่งผลให้สับปะรดกว่า 20–25% มีสารไนเตรตตกค้างเกินมาตรฐานการส่งออกที่กำหนดไว้ว่าไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมแปรรูปทั้งด้านราคา และความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกซึ่งวิกฤตต้นทุนและคุณภาพผลผลิต กำลังกดดันให้ภาคสับปะรดไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เกษตรแม่นยำ’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ARDA จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยมี ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ เพื่อพัฒนา “เทคโนโลยีใหม่” ซึ่งเน้นการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการไนเตรทตามระยะการเจริญเติบโต ผลสำเร็จโครงการด้านต้นทุน ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ จากเดิม 30,299 บาท เหลือ 29,445 บาทต่อไร่ ด้านคุณภาพผลผลิต เกษตรกรมีระบบการจัดการน้ำ และการจัดการปุ๋ยให้ที่ดี ส่งผลให้ผลผลิตได้ขนาดตามที่โรงงานต้องการ และจากการสุ่มตรวจการตกค้างของสารไนเตรต พบว่าผลผลิตมากกว่าร้อยละ 75 ไม่เกินค่ามาตรฐาน ปัจจุบันโครงการสามารถสร้างเกษตรกรต้นแบบในอำเภอบ้านคา จำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการยกระดับ “เกษตรมูลค่าสูง” และลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน



